kill bill รักต้องฆ่า
posted on 23 Jun 2005 11:38 by filmsick in sickfilm

หนังกังฟู หนังซามูไร หนัง กำลังภายใน หนังคาวบอยสปาเกตตี้
เป็นแนวหนังที่มักถูกมองเป็นหนังเกรดบีที่สร้างขึ้นเพื่อสนองอารมณ์รุนแรงของมนุษย์โดยมักไม่มีความลึกใดๆให้จับต้อง
(เว้นแต่หนังประเภทหลังสุด ของ เซอร์จิโอ เลโอเน่ ซึ่งจะว่าไปเป็นหนังฝั่งตะวันตกประเภทเดียวจากทั้งหมดเลยรอดตัวอยู่บ้าง)
หนังประเภทนี้เมื่อดูจบแล้วก็ผ่านเลยไป
แต่ใช่ว่าในโลกนี้จะไม่มีคนที่ตกหลุมรักหนังประเภทนี้
เควนติน ตารันติโน่ ก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนประเภทนั้น
จากอดีตเสมียนร้านวีดีโอเขาได้ตะลุยดูหนังทั่วโลกอย่างเมามัน
และในที่สุดเขาก็ทำหนังออกมาเรื่องหนึ่ง
อันเป็นการคารวะหนังแอคชั่นเหล่านั้นในนามของ kill bill
อันว่าด้วยเรื่องของหญิงสาวมีครรภ์คนหนึ่งที่ถูกฆ่าโดยบรรดานักฆ่ามืออาชีพ
ในวัน(ซ้อม)แต่งงานของตัวเอง
เธอถูกยิงที่หัวสลบไป4 ปี
แล้วฟื้นขึ้นมาไล่ฆ่าทุกคนที่ฆ่าเธอตามบัญชีฆ่า(kill bill)โดยมีเป้าหมายสุดท้าย ที่bill คนรักเก่า เจ้านาย และคนที่สั้งฆ่าเธอ
เนื้อหาหนังรองรับความเป็นหนังเกรดบีเต็มที่
และตารันติโน่ก็เล่นกันเต็มที่
โดยแบ่งหนังออกเป็นสองส่วน
ครึ่งแรกเป็นการตามล่า
เวอโรนิต้า กรีน(หนังกังฟู) การฝึกดาบกับฮัตโตริ ฮันโซ(ซามูไร) และภารตามล่า โอเรน อิชิอิ(หนังกังฟู + ซามูไร)
ในขณะที่ครึ่งหลัง
เป็นการตามล่า บัดด์ (คาวบอยสปาเกตตี้) ฝึกวิชากับ ไป่เม่ย(หนังกำลังภายใน) ดวลกับนังเอลล์ ไดรเวอร์(อันนี้ผมว่ามันเป็นสัดส่วนของตารันติโน่เองแท้ๆ) และปิดท้ายที่บิลล์
โดยทั้งหมดถูกสร้างขึ้นเพื่อคารวะแนวหนังและหนังที่ตารันติโน่ชื่นชอบโดยใช้วิธีการประดามี
ตั้งแต่การหยิบยืมฉากมาใช้(บ้านใบไม้น้ำเงิน อารามของไป่เม่ย) หยิบเทคนิคที่เคยฮิตในหนังมาใช้(การฉายเงาตัวเอกประลองยุทธ์ ฝึกวิชาในพื้นแดง)หรือการยิบยืมตัวละครในหนัง(ไป่เม่ย)
การเอาดาราที่เคยฮิตในแนวหนังนั้นมาเล่น(ฮัตโ๖ริ ฮันโซ และ บิลล์) การหยิบเพลง คาแรกเตอร์ ของตัวละครมาใช้(แอลล์ ไดร์เวอร์) รวมไปถึงชุดที่ตัวละครสวมใส่(ชุดสีเหลือของนางเอก)
ซึ่งหากหยิบเฉพาะส่วนนี้มาขยายาพอจะเขียนออกมาเป็นหนังสือได้สักเล่ม
และบางทีมันอาจแค่ดูเป็นการหยิบยืมแบบผิวเผินฉาบฉวยเสียด้วยซ้ำไป
แต่จุดที่ทำให้หนังของตารันติโน่เรื่องนี้กลายเป็นการ บูชาครูมากกว่าการหากินกับของเก่า(ให้ทันยุค โพสต์โมเดริ์น)ก็คือ
ความพิเศษในการดึงเอาอารมณ์ที่เคยอยู่ในหนังเหล่านั้นมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
อารมณ์เมามันในฉากการต่อสู้ที่หมู่บ้านใบไม้น้ำเงินให้อารมณ์เหมือนการดูหนังกังฟูของ บรูซ ลี
ฉากการดวลดาบของเดอะ ไบรด์ กับ โอเรน อิชิอิ และฉากของฮัตโตริ ฮันโซ ให้อารมณ์นิ่ง แต่รุนแรงเหมือนหนังซามูไร ญี่ปุ่น
ในขณะที่ฉากของบัดด์ ให้อารมณ์เคว้งคว้าง แอนตี้ฮีโร่ แบบเดียวกับหนรังคาวบอยสปาเกตตี้แท้ๆ(เด็ดสุดด้วยการให้ ไมเคิล แมดเสน ดาราผู้มีหน้าตาสิ้นหวังตลอดกาล มารับบทนี้)

หนังไม่มีฉากการดวลกับ บัดด์ เพราะในหนังคาวบอยสปาเกตตี้ไม่มีฉากดวลกันยืดยาว(แต่รอท่ากันยาวมากกว่า)
แถมยังได้เพลงประกอบฝีมือ โรเบริ์ต รอดิเกวซ(ที่ซี้กันกับตารันติโน่มากๆ)ที่ทำให้เป็นหนังคาวบอยสปาเกตตตี้แท้ๆเลยทีเดียว
ในส่วนของไป่เม่ย หนังให้อารมณ์แบบการฝึกวิทยายุทธซึ่งหนังจีนกำลังภายในร้อยเรื่องจะมีฉากแบบนี้อยู่แปดสิบเรื่องเห็นจะได้
การสอนปรัชญาแบบไป่เม่ย ให้อารมณ์แบบที่หนังจีนกำลังภายในเขาเป็นกันจริงๆ
แต่กับส่วนของ แอลล์ ไดรเวอร์ กลับแตกต่างออกไป เพราะแม้จะมีอารมณ์ของการดวลแต่กลับให้ความรู้สึกอันเป็นแบบเฉพาะที่มีในหนังตารันติโน่เท่านั้น คือ รุนแรง อันตราย และบ้าบอ
(ลองเทียบเคียงกับฉากตัดหู ใน reserviors dog กับฉากฉีดยาเข้าหัวใจใน pulp fiction ดูเป็นตัวอย่าง)โดยเฉพาะเมื่อดูไปจนจบเรื่องแล้วมีการตั้งคำถามบางประการ
และจากทั้งหมดที่ว่ามาก็พอจะเห็นกันได้เลยว่าตารันติโน่ -เขารักของเขาจรงิๆ-จึงได้ทำออกมาแบบนั้น
นอกจากนี้ยังมองเห็นความเจนจัดในการอาศัยเทคนิคทางภาพยนตร์มาเร้าอารมณ์คนดู (ลองนึกถึงฉากฝังทั้งเป็นที่เล่นกับภาพและเสียงกันเต็มที่ และอารมณืขันร้ายๆแบบตารีนติโน่ก็กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด
ยังไม่นับรวมการแบ่งหนังออกเป็นสองภาคที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย เพราะภาคแรกไม่ปูเรื่องใดๆทั้งสิ้น เดินหน้าเข้าหาความมันกันจนจบ
ในขณะที่ภาคสองกลับเต็มไปด้วยบทสนทนายืดยาวเชือดเฉือน(อันเป็นเสน่ห์ของตารันติโน่มาตลอดในหนังทุกเรื่องของเขา) และมีฉากไล่ล่าไม่กี่ฉาก ส่วนหนึ่งมันทำให้กชหากดูต่อกัน อารมณ์ของหนังคงโดดไปไม่น้อย
แต่ใช่หรือไม่ว่านี่เป็นมุขอย่างหนึ่งของตารันติโน่ อยากดูเลือดเหรอ ไม่ให้ดูแล้วโว้ย!
และดูเหมือนตารันติโน่จะรู้มาตลอดว่าสิ่งที่ขาดหายในแอคชั่นเสมอมาคือความลึกของตัวละคร เพราะโดยมากนหนังแบบนี้มักขายความมันของการออกแบบคิวบู๊มากกว่า
ดังนั้นตารันติโน่จึงจัดการเพิ่มความลึกลงไปในความสัมพันธ์ของตัวละครทำให้ดูเป็นมนุษย์ จริงจัง และหวานขึ้น
ทำให้มันกลายเป็น - การฆ่าล้างแค้นที่หวานที่สุดในโลก- และจากการเปิดเผยเรื่องราวในตอนท้าย บางทีมันก็ดูคล้ายกับเรื่องในหนังกำลังภายในเอาการอยู่
และคำโปรย kill is love ก็สามารถกลายเป็นที่เข้าใจได้ ในบทสนทนาช่วงท้ายเรื่อง
............................................

หนังได้พลังดารามาเป็นตัวชูโรงหลัก โดยเฉพาะ อูม่า เธอร์แมน ที่ขึ้นกล้องเต็มที่(หรือเพราะตารันติโน่พยายามทำให้ขึ้นกล้องเต็มที่ก็ไม่แน่)
ดารีลล์ ฮันนาห์ได้บท แอลล์ ไดรเวอร์ ที่เธอเล่นได้ชั่วช้าสาแก่ใจ(และดูจากท้ายเรื่องหากมีภาคแยกของเธอออกมา จักถือว่าเป็นพระคุณยิ่งรวมไปถึงโซฟี ฟาเทล ที่จู่ๆก็หายไปเลยอีกต่างหาก)
ในขณะที่เดวิด คาราดีน ทำให้บทของ บิลล์ดูชั่วร้าย อันตรายแต่ซ่อนความหวาน(แบบจิ๊กโก๋อกหัก)ไว้ได้อย่างแนบเนียน
ไมเคิล แมดเสน ก็ดังที่กล่าวไป ใช้ใบหน้าสิ้นไร้ของตัวเองแบบเต็มที่
........................................
โดยสรุป นี่อาจเป็นคำกล่าวที่เกินเลยไป แต่ก็ของใช้คำนี้ว่า kill bill คือหนังแอคชั่นที่เจ็งที่สุดเรื่องหนึ่งตั้งแต่มีการสร้างหนังแอคชั่นกันมา
ขอคารวะ ให้ ตารันติโน่ ตรงนี้เลย หนึ่งจอก
#1 By ดูหนังออนไลน์ (58.8.42.213) on 2011-08-08 02:22