คืนนั้นฝนตกหนัก
เอมมี่คิดเพียงเข้าไปหลบฝนในผับเล็กๆแห่งนั้น
ผับเล็กๆสำหรับชาวอาหรับที่มาเป็นแรงงานต่างด้าวในเยอรมัน
ทุกคนในผับจ้องมองเอ็มมี่ราวกับตัวประหลาด
เธอสั่งโค้กมาดื่ม เล่าสาเหตุคร่าวให้สาวผมบลอนด์เจ้าของบาร์ผู้เย็นชาฟัง
สาวคนหนึ่งในบาร์ บอกอาลี หนุ่มชาวอาหรับให้ไปขอเอ็มมี่เต้นรำ
มันอาจเป็นเพียงคำท้าทาย แต่อาลีก็ออกไปขอจริงๆ
และเอ็มมี่ก็ลุกมาเต้นกับอาลีจริงๆ
ระหว่างเต้นรำ ทั้งคู่พูดคุยกันหลายเรื่อง ราวกับว่ารู้จักกันและกันมาเนิ่นนาน
เอ็มมี่อาจะเหงาหลังจากสามีตายจากไปหลายปี
อาลีอาจจะเหงาที่ต้องพลัดถิ่นมาเป็นคนที่ถูกดูถูกเหยียดหยามในเมืองใหญ่
แต่ทั้งคู่ก็ออกจากผับไปด้วยกัน ใช้ค่ำคืนหนึ่งร่วมกัน ในที่สุดก็แต่งงานกัน
จริงๆมันคงเป็นแค่เรื่องรักโรแมนติคของคนต่างชาติต่างภาษาวัฒนธรรมเท่านั้น
ถ้าไม่เพียงแต่ความจริงคือ เอ็มมี่เป็นแม่ม่ายวัยชราที่อายุมากกว่าอาลีเกือบยี่สิบปี
ความรักของคนที่มีทุกอย่างต่างกันจะมั่นคงได้หรือ
ในสังคมที่หวาดกลัวสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ไม่เข้าใจ ความกลัวของผู้คนจะกัดกินจิตวิญญาณของทั้งคู่หรือไม่
กระทั่งความกลัวที่ซ่อนในจิตวิญญาณของตัวเอง มันจะออกมากัดกินทำลายความรักของทั้งคู่ได้หรือ
..........................................................................



เรื่องเล่าในหนังนั้นได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากหนัง all that heaven allows ของ ผู้กำกับที่เคยถูกหลายคนหลงลืม เมื่อครั้งมีชิวิตอยู่ (แต่กลับได้รับเกียตรเมื่อตายจาก)อย่าง Douglas Sirk (งาน alll that heaven allows นี้ถูกนำมาเล่าใหม่อีกครั้งใน far from heavens ของ todd haynes) ภายใต้การกำกับของ reiner werner fassbinder ผู้กำกับชาวเยอรมันที่สร้างงานระดับขึ้นหิ้งไว้มากมาย เขาได้เรื่องเล่าแบบเก่าๆที่เราคุ้นเคย ของความรักต่างชนชั้นมาถ่ายทอดแง่มุมความเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อจิตวิญญาณลงไป ตัวเอกที่ไม่หล่อเหลา สวยสะ มีความดำมืด ปมปัญหา ในใจตน ในสังคมที่ร้ายกาจพอกัน

มีความหวาดกลัวมากมายในลกนี้

เริ่มตั้งแต่คนเยอรมันกลัวคนต่างชาติ ทั้งเพราะนิสัยแบ่งแยกเหยียดผิว ไปจนถึงเรื่องการแย่งงานทำ เพื่อนบ้านกลัวความรักของเอมมี่ และอาลี เพราะมันเป็นความรักที่เขาไม่เคยได้สัมผัส ความกลัวเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง คำติฉินนินทา หญิงสาวในบาร์ รู้สึกเสียหน้าและหวาดลัวการมาถึงของแม่บ้านชาวเยอรัมนที่เพียงชั่วคืนก็พรากเพื่อนของพวกเธอไป พนักงานในร้านอาหาร กลัวที่จะต้องบริการหญิงชราและชายต่างชาติ ที่สั่งอาหารไม่ค่อยจะถูก (ฉากสั่งอาหารในร้าน ที่-ฮิตเลอร์เคยมากิน- เป็นการเสียดสีสองต่อ ทั้งในฐานะของการเหยียดชนชาติ และเหยียดชนชั้น เมื่อยริกรถามเอมมี่ราวกับจะฆ่าให้ตายบนโต๊ะ) ลูกๆของเอมมี่กลัวการกระทำของแม่ เพราะพวกเขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมยายแก่ถึงเกิดตัณหากลับขึ้นมา ทำไมถึงนึกจะแต่งงานใหม่ เพราะจากมุมมองขอพวกเขา แม่เป็นภาระอันสูงส่งที่ต้องทำตัวเป็นแม่พระ แม่ต้อง ปราศจากเลือดเนื้อ และวิญญาณ ไม่ว่าลูกๆจะทิ้งให้หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวแค่ไหน ก็ต้องยิ้มชื่นคอยต้อนรับยามลูกๆมีปัญหา แต่ใช่หรือไม่ แม่ก็มีเลือดเนื้อของแม่เอง

และกระทั่งอาลีและเอมมี่ก็มีความกลัว

เอมมี่ถูกทอดทิ้งจากสังคมที่เธอเคยรู้จัก เมื่อเธอเลือกร่วมชีวิตกับอาลี เพื่อนร่วมงานมองเธออย่างดุถูกเหยียดหยาม ลูกๆปฏิเสธ และ เจ้าของร้านก็ไม่ขายของให้เธอ หากแต่ที่ทำให้เธอกลัวจริงๆ คือลึกๆแล้วเธอกลัวอาลีจะทิ้งเธอไป เธอกลัวเพราะตัวเธอแก่ และโดดเดี่ยว

ในขณะที่อาลีก็มีความกลัว ไม่ใช่แค่เพราะเขาต้องมาใช้ชีวิตอย่างถูกดูถูกเหยียดหยามจากผู้คน หรือเพราะเขาไม่มีทางเป็นที่ยอมรับจากสังคมของเอมมี่ แต่มันยังมีความกลัวภายใน ที่ผลักดันให้เขาต้องไปบ้านของหญิงบาร์เทนเดอร์ ความกลัวที่ผลักให้เขาจู่ๆกลายเป็นนักพนัน ความกลัวในความหนุ่มแน่นของตน ความกลัวในเชื้อชาติของตน ในโรคภัยไข้เจ็บของตน



ความกลัวมักเกิดจากความไม่เข้าใจ กลายเป็นความเป็นอื่น แบ่งแยกผู้คออกจากกัน ความหวาดกลัวจะกลืนกินวิญญาณเรา แล้วคายบางสิ่งที่เรียกว่า -ความเกลียด - ออกมา
...................................................................

หนังใส่ความกลัวลงอย่างทั่วถึงในทุกตัวละคร และเผื่อแผ่มายังคนดูด้วย เมื่อกระทั่งในความรู้สึกของเรายังไม่อาจยอมรับความสัมพันธ์ของเอมมี่และอาลี ได้อย่างเต็มที่ บางทีมันอาจง่ายกว่าถ้าตัวละครเป็นหนุ่มเหน้าสาวสวย ไม่ใช่ยายแก่ กับหนุ่มอาหรับแบบนี้ บางที ในหัวใจเราก็ล้วนถูกฉาบเคลือบด้วยความกลัวชนิดหนึ่ง และความกลัวนั้นก็กัดกินจิตวิญญาณเรา

นอกจากอารมณ์ที่ทะลักล้นจอจนเราสัมผัสได้ หนังยังโดดเด่นด้วยการจัดวางภาพ ให้ตัวละครถูกต้อนเข้าสู่มุมอับ การให้ทุกฉาก ที่ทั้งคู่อยู่ด้วยมักถูกจำกัดด้วยพื้นที่ หรือกรอบของบางสิ่ง ฟลอร์เต้นรำ โต๊ะเก้าอี้ในห้องครัว กรอบประตูในบ้าน ในร้านอาหาร ซี่กรงของราวบันได กระทั่งถูกบีบอัดอยู่กลางหมู่โต๊ะสีเหลืองสดกลางสวนสาธารณะชื้นฝน ( อันเป็นฉากที่ Brigitte Mira ได้แสดงศักยภาพของตัวเองถึงขีดสุด เธอทั้งหัวเราะ ร้องให้ ทรนง และ หดหู่ ในเวลาเดียวกัน ) ท่ามกลางความสัมพันธ์สั่นคลอนอันน่าพรั่นพรึง ตัวละครถูกบีบอัดจนเหลือแต่กันและกัน แต่ในกันและกัน ก็มีกำแพงของความกลัวกั้นขวางกันและกันไว้ เพราะในหลายฉาก หนังจะจัดวางให้ตัวละครหนึ่ง อยู่ข้างหน้าตัวละครอีกตัวหนึ่ง เมื่อกล้องโฟกัสที่ เอมมี่ อาลีจะเป็นเพียงภาพพร่าเลือน และเป็นเช่นนั้นในทางกลับกัน ดังนั้นแม้จะไม่เอ่ยออกมาโดยตรง ความกลัว ความห่างไกล ความอ่อนไหว ก็ซ่อนตัวอยู่ในทุกส่วนของหนัง (ในบทวิจารณ์ของฝรั่งว่ากันว่า ในฉากดังกล่าวเมื่อตัวละครจะเดินมาหากัน พวกเขาต้องหลุดออกจากจอก่อนจะกลับเข้ามาเสมอ)



ในโลกที่ความกลัวเป็นเจ้าเรือน ดวงวิญญาณของเราถูกกักขัง และกลืนกิน คายความเกลียดชังออกมาจำนวนหนึ่ง เปลี่ยนดวงตาดีงามให้เป็นดวงตาชั่วร้ายของความหวั่นไหว หวาดผวา ริษยา และเห็นแก่ตัว ทำลายผู้อื่นด้วยความกลัว และทำลายกระทั่งตัวเราเอง แล้วความรักเยียวยาได้หรือไม่ เพราะในความรักก็มีความกลัวอยู่เช่นกัน

ไม่มีใครรู้ ในขณะที่เราได้แต่หวัง
............................................................................................
f o o t n o t e

และนี่เป็นครั้งแรกของผมกับฟาสบินเดอร์ แค่ครั้งแรกก็คงต้องคารวะกันเลยครับ หนึ่งจอก


ข้อมูลหนังดูได้ที่นี่ครับ
http://www.imdb.com/title/tt0071141/

ส่วนตัวหนังหาได้ที่ร้านพี่คนนั้นเช่นเคยครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

this is an interesting movie....thx

#1 By * Night Wanderer * on 2005-06-22 08:12

ไว้จะหามาชมนะ

#2 By iJigg (124.121.137.58) on 2009-11-19 09:58

"ความกลัวมักเกิดจากความไม่เข้าใจ กลายเป็นความเป็นอื่น แบ่งแยกผู้คออกจากกัน ความหวาดกลัวจะกลืนกินวิญญาณเรา แล้วคายบางสิ่งที่เรียกว่า -ความเกลียด - ออกมา"

มีคำถามค่ะ ทำไมความกลัวถึงเกิดจากความไม่เข้าใจ?

ดูจากภาษาที่ใช้เขียน คุณfilmsick ใช้แนวคิดแบบโพสโมเดิร์น รึเปล่าคะ

แล้วถ้าอยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับความกลัว การแบ่งแยก ความเกลี่ยด ควรจะอ่านหนังสืออะไรดีคะ

ขอบคุณค่ะ

#3 By kcin (203.131.211.156) on 2010-01-06 23:15