azumi สวยประหาร
posted on 21 Jun 2005 21:59 by filmsick in sickfilm
หลังจากได้ดู versus หนังเรื่องก่อนหน้าของริวเฮย์ คิตามูระจบลง
ผมยังงุนงงสงสัยว่า xxxหมอนี่ มันบ้าหรือมันมั่วกันแน่
เพราะในหนังversus หนังใช้ป่าละเมาะแถวบ้านเป็นฉากเพียงฉากเดียว
มีเนื้อเรื่องอยู่จิ๊ดเดียว
แต่มีความมันส์ระหว่างนั้นอยู่เหลือเฟือ ด้วยฉากต่อสู้เลือดสาด
และการจัดวางตัวละครให้อยู่ในท่าที่เท่ตลอดเวลา
(หนังหมุนกล้องบ่อยมากตอนฉากตั้งท่าสู้ จนแอบหมั่นไส้ว่าจะหมุนอีกนานไหมฟระ)
แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่า verus เป็นหนังที่-มันส์ไม่ใช่เล่น-
จากนั้นผมมาปะทะกับงานของxxxหมอนี่อีกครั้งในหนังสั้น the messenger
อันเป็นตอนแรกของ jam films หนังรวมมิตรผู้กำกับญี่ปุ่น
the messenger มีเรื่องอยู่จิ๊ดเดียวอีกแล้ว
และบรรดาตัวละครทำเท่ไม่รู้จบกัน(อีกแล้ว)
โดยส่วนตัวนี่เป็นตอนที่ผมไม่ชอบที่สุดในหนังชุดนั้น( ซึ่งยกให้ hijiki และ arita เป็นสองตอนที่โดดเด้งโดนใจ)
เลยไม่มั่นใจจะดูหนัไอ้หมอนี่อีก
แต่แล้วโชคชะตาก็ดลบันดาลให้สามารถหา azumi มาดูได้
และหลังจากหนังจบ ความคิดเห็นของผมก็ได้ข้อสรุปที่ถึงขั้นเปี๊ยนไป๋ จากความคิดในตอนแรก
ไอ้หมอนี่มันเจ๋งจริงๆแฮะ

azumi ดัดแปลงจากการ์ตูน(ที่มีวางขายในบ้านเราด้วย)ว่าด้วยเรื่องของบรรดาเด็กๆที่ถูกเก็บมาเลี้ยงและฝึกหัดให้เป็น-นักฆ่า- โดยขุนพลเก่าผู้หนึ่ง
โดยอยู่กันบนเขาห่างไกล ไม่เคยพบปะสังคม จนกระทั่งถึงเวลาอันสมควร
อาจารย์จึงให้ทำการ - สอบไล่- ด้วยการจับคู่กับคนที่ตัวเองชอบที่สุด แล้วฆ่าคนคนนั้นเสีย
ผู้ผ่านการทดสอบทั้งห้าจะผ่านเข้าสู่การปฎิบัติ ภารกิจ ในการลอบสังหารขุนนางคลั่งสงคราม
ซึ่งแต่ละคนใช่ว่าจะปลิดชีพได้ง่าย
เหล่านักฆ่าวัยสะรุ่นทั้งห้า ต้องผเชิญกับ ทั้ง พี่น้องนักฆ่าบ้าเลือด นินนจาหน้าลิง และเหนืออื่นใด โจบิมารุ นักฆ่าแต่งหญิงโรคจิต ที่ชมชอบการฆ่าและกุหลาบแดง
ฟังจากพลอตหนังก็น่าจะสนุกได้ไม่ยาก
ยิ่งเป็นหนังสือการ์ตูนมาก่อน ยิ่งน่าจะทำหใสนุกมากๆขึ้นไปอีก
แต่ในอีกทางหนึ่ง มันก็จะเป็นเพียง-หนังสนุก- โดยไม่มีสาระอันใดให้จับต้องหรือเปล่าหนอ
และazumiไม่ใช่แค่สนุกเท่านั้น
หนังน่าสนใจด้วยการให้มือสังหารเหล่านั้นเป็นวัยรุ่นซึ่งชวนให้นึกถึงหนังวัยรุ่นผลัดกันฆ่าอย่างbattle royale หรือหนังฮีโร่ที่เล่นกับความรู้สึกแปลกแยกของการเป็นวัยรุ่น(โดยเปลี่ยนให้เป็นพลังพิเศษอันน่ารังเกียจ และใช้ตัวแสดงที่ไม่วัยสะรุ่น)อย่าง X-men
และจุดที่หนังหยิบจับมาเล่นก็คคือ การตั้งข้อสงสัยต่อ -ระบบ- บนโลกนี้
อาซึมิและเพื่อนๆถูกฝึกฝนให้เป็นนักฆ่า
เพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่าง
ฆ่าคนที่พวกเธอไม่รู้ว่าจะฆ่าไปทำไม คนเหล่านั้นสมควรตายหรือเปล่า
ในขณะที่อาจารย์กลับให้ยืนมองผู้ที่ไม่สมควรตายถูกฆ่าไปต่อหน้าต่อตา
หรือทิ้งเพื่อนที่กำลังจะตาย
เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของ-ภารกิจ-
เมือ่อาซึมิตั้งคำถามกับอาจารย์กลับถูกไล่ออกจากการปฏิบัติภารกิจ
ชวนให้เทียบเคียงภารกิจนั้นเข้ากับระบบต่างบนโลกนี้ไม่ว่าจะเป็น
ระบบการศึกษา(ที่เราเข้าเรียนก็จะรู้เสียด้วยซ้ำว่าเรียนไปทำไม และเป็นเช่นนั้นจนกระทั่งเรียนจบออกมาทำงานเราก็ยังงงๆว่าในโรงเรียนมันสอนอะไรมา)
ระบบการทำงาน(ที่เราต้องยอมถวายหัวให้กับบริษัท หน่วยงานที่ตัวเองสังกัด โดยไม่รู้เลยว่าหน่วยงานของเราแท้จริงแล้วน่าภาคภูมิหรือน่ารังเกียจ)
ระบบการมีชีวิต (เรียนให้สูง ทำงานดีๆ หาเงินเยอะๆ แต่งงาน มีลูก ตาย เป็นข้อกำหนดที่เราไม่แน่ใจความหมาย คุณค่า แต่ต้องถูกำหนดให้เดินไปเช่นนั้น)
ระบบที่ผลักดันโลกอย่างเงียบเชียบเสียจนเราไม่รู้ว่าระบบนั้นมีอยู่(เราเข้าใจมันในรูปแบบของ การใช้ชีวิต และการได้รับการยอมรับจากสังคม)
ไม่ต่างกับเด็กๆที่อยากได้ความรักจากอาจารย์
แบละข้อสงสัยของอาซึมิ ก็ไม่ต่างจากข้อสงสัยของบรรดา-ขบถ- ที่มีอยู่มาก่อนเรา
คำถามที่มีต่อระบบอันปราศจากตัวตน
และผลจากการตั้งคำถามต่อระบบคือการถูกลงโทษจากระบบ หรือการถูกขับออกนอกระบบ
เพราะการตั้งคำถามต่อระบบจะนำไปสู่ความคิดขัดแย้งตรงข้าม คัดง้างระบบและอาจทำลายระบบลงไปได้
(เหมือนหลายๆคนที่พยายามจะใช้ชีวิตในรูปแบบอื่นก็กลายเป็น-คนนอก- ไปเสีย)
อาซึมิตั้งคำถามต่อภารกิจ เท่ากับปฏเสธภารกิจ และอาจมีผลถึงขั้นทำให้ภารกิจไม่อาจลุล่วง
เธอจึงถูกขับออกจากระบบ
ซึ่งนั่นเช่นเดียวกับ ฮิวกะ ฮิวกะพบรักกับยาเอะหญิงสาวคณะละครเร่
เสี่ยงชีวตเข้าช่วยเหลือเธอ
การมีความรักก็เป็นเช่นเดียวกับการตั้งคำถาม มันสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในระดับปัจเจก
ยังผลให้การล้างสมองโดยใช้ระบบผิดพลาด ฮิวกะจึงต้องออกมาเร่ร่อนไปพร้อมกับอาซึมิ
อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจในหนังคือ-ความเป็นหญิง-
หนังกำหนดให้อาซึมิเป็นผู้หญิงคนเดียว
และความเป็นหญิงของเธอ(ร่วมกับปูมหลังเรื่องแม่)ทำให้เธออ่อนไหวต่อภาพการทำร้ายชาวบ้าน
แม้เธอปฏิบัติด้วยวิธีของเพศชายนั่นคือการเป็นมือสังหาร
แต่โดยเนื้อแท้เธอก็ยังเป็นผู้หญิงอยู่ดี
จนกระทั่งเธอถูกขับอออกมาเร่ร่อนไปกับยาเอะ
ผู้ซึ่งพยายามบอกกับอาซึมิให้ตระหนักถึงความเป็นหญิงในตัวเธอ
บทบาทหน้าที่ของเพศหญิงถูกส่งผ่านกิโมโนสีชมพูและการปล่อยผม
แต่เมื่อเธอกลายเป็นหญิง อาซึมิกับยาเอะกลับเกือบถูกคนใจโฉดข่มขืน
เธอจึงเลือกกลับมาเป็นมือสังหารอีกครั้ง
เธอเลือกเสื้อคลุมยาวแทนกิโมโน และออกล่าสังหารคนที่ทำร้ายเพื่อนและอาจารย์ของเธอ
ถึงตรงนี้หนังปล่อยตัวละคร โจบิมารุ ที่ได้ โจ อาดากิริ (คนที่เป็นพระเอกคู่กับ อาซาโน่ในbright future และรับบท ทาเคชิในซีรีส์ญีปุ่นที่ผมชอบที่สุดอย่างsearchin for my polestar)มาเล่นแบบขโมยซีนสุดยอด
ในทุกฉากที่โจบิมารุร่วมซีน ตัวละครตัวอื่นจะถูกเบียดตกจอไปเลย
ทั้งด้วยการแต่งตัวที่ปล่อยผมยาสยายสวมชุดขาว ถือกุหลาบแดง และแต่งหน้าจัด(กระบี่ที่ไม่มีกระบังมือเพราะไม่เคยต้องรับกระบี่ใครมาก่อน...คิดได้วะเนี่ย)
และท่าทางกรีดกราย จนเกือบบ้าคลั่งเวลาเห็นการฆ่าฟัน
คนอย่างโจบิมารุ ฆ่าได้ทุกคน เพราะที่เขาชมชอบไม่ใช่การฆ่าอย่างมีจุดประสงค์ หรือการเอาชนะใดๆ
เขาฆ่าเพราะชมชอบการฆ่าเท่านั้น
และเมื่อเขาต้องดวลกับอาซึมิ (ในฉากที่มุมกล้องหมุนเหวี่ยงรอบไม้กระดานเท่สุดๆ)
มันก็กลายเป็นฉาก หญิงดวลหญิงที่เมามันมาก
ดังนั้นเสมือนกับว่าแม้ในโลกที่เพศชายเป็นใหญ่
และแม้ผู้หญิงจะต้องใช้วิธีการของเพศชายในการต่อสู้
แท้ที่จริงแล้วมันก็คือการดวลกันของผู้หญิงเท่านั้น
(นึกไปถึง สุริโยทัย กับท้าวศีสูดาจันทร์ และบทวิจารณ์kill bill ของคุณธิดา(ในbioเล่มล่าปกสัตว์ประหลาด)ที่ตีเรื่องนี้ได้แตกเละเอียดยิบ)
หนังจบลงที่อาซึมิจัดการกับคนร้ายได้หมด(แบบเว่อร์ๆประสาการ์ตูน)
และออกเดินทาง
โดยมีเพื่อนๆที่ตายไปแล้ว(เปรียบเสมือนดวงดาวในตอนกลางวัน)ติดตามไปด้วย
คล้ายกับว่าภารกิจไม่สำคัญที่สำคัญคือครอบครัว(บทบาทของเพศหญิงนี่นา)
และสำหรับคนดูอย่างผม พอหนังจบลง
ผมก็เที่ยวเปิดเวบไซต์ไปทั่วเพื่อตามหาแผนการสร้าง azumiภาค 2
ซึ่งแน่นอนอยากดูมากถึงมากที่สุด
ใครชอบ kill billห้ามพลาดเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวงครับ
ปล. ว่ากันว่าคิตามูระทำหนังเรื่อง skyhigh(ซึ่งดัดแปลงจากกร์ตูนอีแล้ว) เสร็จเข้าฉายไปพักใหญ่
และบังเอิญผมได้อ่านการ์ตูเนรื่องนี้แล้ว(ของสยามอินเอร์คอมมิคส์ สองเล่มจบ ปกสวยและเรื่องเจ๋งเป็นบ้า หามาอ่านกันเถิดพี่น้อง)
ตัวการ์ตูนนั้นเป็นเหมือนส่วนกัลบของหนัง after life ก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น จัดหนังsky high เข้าทำเนียบหนังอยากดูไปอีกเรื่องได้เลย

#1 By godspeed on 2005-06-22 00:15