the floating landscape ก่อนฤดูดอกไม้บาน
posted on 20 Jun 2005 16:02 by filmsick in love-is-all-around![]()
หลังจากคนรักตายลง
ม่านเอ๋อไม่ทราบตัวเองควรมีชีวิตอยู่เช่นไร
เธอจึงตัดสินใจออกตามหา
สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอาจไม่มีอยู่จริง
สถานที่ที่ แซม คนรักของเธอมักเผ้าฝันถึงในช่วงท้ายของชีวิต
เลือกหยิบมาวาดเป็นภาพสุดท้ายก่อนจากไปชั่วนิรันดร์
สถานที่ที่น่าจะอยู่ที่เมือง ชิงเตา บ้านเกิดของแซม
ดินแดนชนบทห่างไกลใกล้ทะเลที่มีทิวทัศน์งดงามเหลือเชื่อ
และที่นั่น ม่านเอ๋อได้ใชเวลาเพื่อตามหา เศษชิ้นส่วนของดวงใจเธอ
ที่ดับสูญไปพร้อมกับชีวิตของแซม
ได้ร้องให้ ได้สับสน ได้ขี่จักรยาน ได้เติบโต ได้เข้าใจ และได้พบรัก
..................................................

นั่นคือเนื้อหาทั้งหมดของ floating landscape
หนังฮ่องกงของ Miu-suet Lai ที่ได้รับเชิญไปเดินสายประกวด ทั้งในเวนิซ และ ปูซาน
ฟังพลอตเรื่องอาจดูเป็นหนังรักน้ำเน่าที่เคยผ่านการเล่ามาแล้วไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง
แต่ครั้งนี้ด้วยวิธีการเนิบนิ่ง สถานการ์ณไม่มุ่งเร้าอารมณ์
แต่มาดหมายให้คนดูจมลึกไปในช่วงเวลาที่จิตวิญญาณหลงทาง
ประกอบกับความงดงามเต็มที่ของเมืองชิงเต่าอันเป็นฉากหลัง
ที่ยังคสงบงามแม้อยู่ในฤดูหนาวอันทึบทึม
ทำให้หนังหม่นเศร้าเรื่องนี้ไปได้ไกลกว่าพลอตน้ำเน่าแบบเดิมๆ
หนังกำหนดให้ฉากหลังอยู่ในฤดูหนาว
และมีหิมะโปรยปรายในทุกครั้งที่ม่านเอ๋อคิดถึงแซม
ท้องฟ้าสีเทา กำแพงสีเหลืองซีด ต้นไม้สีดำ
ประหนึ่งแทนฤดูกาลในดวงใจของม่านเอ๋อตัวเอกของเรื่อง
ในขณะเดียวกันทุกครั้งที่แซมปรากฏ(ในหัวเธอ)มักจะเป็นฤดูร้อน
ภาพนุ่มนวลของคู่รักอันเลยลับในที่ที่มีแสงแดดส่องถึง
ที่ชิงเต่า ม่านเอ๋อมาพักอาศัยอยู่เจ้าถง ญาติของแซม
คนที่แต่งงานกับผู้ชายที่รู้จักกันมาตั้งแต่สิบขวบ
และแม้จะเลิกราไปแล้วสามีเก่าก็ยังคงทำใจไม่ได้
วนเวียนมาคอยขัดขวางรักใหม่ของเธออยู่เรื่อย
ม่านเอ๋อได้เสี่ยวเลี่ย บุรุษไปรษณีย์หนุ่มผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูน
มาเป็นเพื่นร่วมทาง
โดยมีลายแทงเป็นภาพวาดหนึ่งใบ
สถานที่ที่ไม่รู้ว่าว่าอยู่ที่ไหน
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริงหรือไม่
หรือบางทีอาจเป็นแค่สถานที่ที่มีอยู่แต่เฉพาะในความฝันเพ้อจากพิษไข้ของแซมเท่านั้น
หนังให้ตัวละครทุกตัวเป็นเหมือนกระจกสะท้อนกันและกันอยู่
ม่านเอ๋อเป็นหญิงสาวผู้ติดในความทรงจำของคนรักเก่า
ขณะที่เจ้าถงพยายามจะก้าวไปข้างหน้า(อย่างไม่รู้ทิศทาง)แต่ก็ยังไปไม่พ้น
เพราะนอกจากสามีเก่าที่ปรากฏตัวตามรังควาน(ด้วยความรัก) จนคล้ายกับแซมในฝันของม่านเอ๋อแล้วนั้น
เธอเองก็อาศัยอยู่ในสถานที่ที่เคยเป็นโรงแรม อันเป็นสมบัติของสามีเก่าเธอนั่นเอง
ขณะเดียวกัน คู่ผู้เฒ่าข้างบ้านของเจ้าถงก็เป็นด้านหนึ่งของแซม กับ ม่านเอ๋อ
ชายชราเอาแต่นอนอยู่หน้าบ้าน(อนุมานได้ราวกับว่ากำลงจะตาย)
ขณะที่หญิงชราเฝ้าคัดบทสวดวันละบทเพื่อต่ออายุสามี
เหมือนที่ม่านเอ๋อคัดลอกไดอารี่วันละบททุกวันเพื่อต่อเวลาที่จะได้อยู่กับแซม
บทสวดบอกเล่าความไม่เที่ยงของสังขารและการปล่อยวาง
หากแต่การคัดลอกกับคล้ายการยึดติด
ม่านเอ๋อเพิ่งเข้าใจตอนที่ได้มาเห็นกับตา
บ่อยครั้งเราต้องมองการกระทำของตัวเราเองผ่านทางผู้อื่น
เราถึงจะเข้าใจในการกระทำนั้นจริงๆ
ในขณะที่เสี่ยวเลี่ยแอบหลงรักม่านเอ๋อ
เฝ้าคอยช่วยตามหา
แบ่งถุงมือให้ใส่
และคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา
ไม่ต่างกับเจ้าเด็กหางปลาทองที่เคยคอยตามเสี่ยวเลี่ยอีกที
และไม่ต่างจากม่านเอ๋อ ที่ตามหาสถานที่ของแซมแม้แซมจะไม่อยู่แล้ว
.......................................................

บ่อยครั้งหลังบางสิ่งสิ้นสุดลง มักทิ้งร่องรอยตกค้างให้หวนคะนึงหา
เฉกเช่นหลังพระอาทิตย์ลาลับท้องฟ้ามักเป็นสีส้มอันแสนงาม
หลังน้ำทะลเลดตัวลงจะท้งรอยไปว้บนทรายเปียก
หลังอ่านหนังสือเล่มโปรดจบความคิดมักติดค้างวนเวียนอยู่ในเรื่องที่ผ่านไปแล้วนั้น
กับชีวิตก็เป็นเช่นกัน
ช่วงเวลาของร่องรอยความทรงจำที่ค่อยๆเลือนจาง
สวยงามยามนึกถึงหากเจ็บปวดเพราะเราค่อยๆสัมผัสได้ว่ากำลังสูญเสียมันไปอย่างเชื่องช้า
ไม่ใช่เจ็บปวดเพราะสูญเสีย แต่เจ็บปวดเพราะตระหนักว่าเราเอาแต่สูญเสียไปทั้งๆที่พยายามจดจำ
และแท้จริงแล้วบางทีหนังอาจว่าด้วยเรื่องของการยึดติดและปล่อยวาง
ไม่ใช่แค่สอนเราว่าต้องปล่อยวาง
หากแต่บอกกับเราว่าเราล้วนต่างยึดติดเพื่อเรียนรู้การปล่อยวาง
และเมื่อหนังดำเนินมาจนถึงฤดูใบไม้ผลิ
อันเป็นฤดูเดียวกับที่แซมมีชีวิตอยู่ในใจม่านเอ๋อ
คำตอบได้ถูกคลี่คลาย
และความรักได้ก่อรูป
บางครั้งที่เราต้องทำก็แค่รอให้ฤดูกาลนั้นผ่านพ้น
แม้มันจะเจ็บปวดรวดร้าวสักแค่ไหน แม้จะสับสนวุ่นวายสักเท่าใดก็ต้องอดทน
เพราะแม้แต่การปล่อยวางก็ต้องอาศัยเวลา
เฉกเช่นดอกไม้คอยเวลาเบ่งบาน
จากขนปีกของเทวดา
ในอนิเมชั่นตอนท้ายเรื่อง

ปล่อยวางมันเป็นยังไงกันนะ
ปล่อยวางแล้วเราจะหลุดจากห้วงอดีต สู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าอย่างนั้นหรือ
#1 By เบน on 2005-08-12 10:05