- ฉันแข็งแกร่งมาก อย่างที่แกไม่มีทางรู้
ฉันได้พบรักแท้
มันทำให้ฉันเข้มแข็งเกินกว่าที่แกจะนึกถึง -
แบรร์รี่ อีแกน พูดประโยคนี้ในตอนหนึ่งของหนัง
และนี่ดูจะเป็นคำจำกัดความที่ดีที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้ของ paul thomas anderson
ผู้กำกับที่ชอบเล่าเรื่องราวชีวิตแปลกๆ
อย่างเช่น พระเอกหนังโป๊ใน boogie nights
เด็กอัจฉริยะ คนกำลังจะตาย บุรุษพยาบาล เด็กสาวขี้ยาเกลียดพ่อ และคนอื่นๆ
รวมไปถึงฝนที่ตกลงมาเป็นกบใน magnolia
มาคราวนี้เขาเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มเจ้าของกิจการขายที่สูบส้วมแบบแปลกๆ
คนที่เติบโตภายใต้ร่มเงาของพี่สาวทั้ง7 ที่อาจจะรักเขามาก
มากจนจุ้นจ้านกับเขาในแทบทุกเรื่องของชีวิต
ความรักที่มากเกินไป ทำร้ายได้ไม่แพ้ความเกลียด
เขาจึงเติบโตมาอย่างเก็บกด ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย
ซ่อนความกดดันมหาศาลที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
แม้จะต้องไประเบิดกับ กระจก หรือประตูห้องน้ำก็ตาม
จนในเช้าวันหนึ่ง
อันเป็นเช้าวันที่เงียบสงบจนเหมือนจะรกร้างว่างเปล่า
ราวกับผู้คนบนโลกได้จากไปจนหมดสิ้น
ทิ้งเขาไว้ในชุดสูทสีน้ำเงินประหลาดๆ
ที่นอกถนน รถยนต์สีแดงคันหนึ่งแล่นมาดีๆพลันพลิกคว่ำตรงหน้าเขา
ก่อนที่จะมีรถอีกคันขับมาจอดแล้วทิ้งเปียโนหลังเล็กไว้กลางถนน
ภาพหลอนหลอกล่องลอยเหมือนความฝัน
แล้วเขาก็พบกับหญิงสาวในชุดสีแดงเหมือนรถคันนั้น
ผู้หญิงคนที่นับจากนี้จะทำให้ชีวิตของเขา พลิกคว่ำคะมำหงาย
.........................................................


ว่ากันว่าบทของแบร์รี่นั้น paul thomas anderson ตั้งใจเขียนขึ้นมาเพื่อให้ adam sandler โดยเฉพาะ
ตลอดระยะเวลาที่ผานมาadam sandlerในสายตาคนดูหนังทั่วไป
เป็นนักแสดงตลก ที่เล่นหนังอยู่ประเภทเดียวคือหนังตลกมุขปัญญอ่อน(ซึ่งบางเรื่องเขาเป็นคนเขียนบทและกำกับการแสดง)
บทแบร์รี่ อีแกนในหนังเรื่องนี้เป็นบทที่จะว่าไปเราก็เห็นเขาเล่นมาแล้วหลายครั้ง
ไมว่าจะใน the waterboys หรือ big daddyหรือlittle nickey หรือแม้แต่ the wedding singer
เพียงแต่ในเรื่องนี้ เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นเขาเล่นมันในฐานะมนุษย์คนหนึ่งจริงๆ
ไม่ใช่แค่ตัวตลกเหมือนที่ผ่านมา
แต่เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ
มีความเจ็บปวดโศกเศร้าที่เป็นของตัวเอง
พยายามต่อสู้กับมัน
แต่หลายครั้งต้องพ่ายแพ้
ผมชอบฉากที่เขาไปงานปาร์ตี้ ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าคุยเรื่องของเขาในวัยเด็ก
หากมองจากฐานะคนพูดมันคงเป็นแค่เรื่องตลกเล่าสู่กันฟัง
แต่สำหรับเจ้าของเรื่อง บางเรื่องตลก มีสัดส่วนของความขมขื่น อยู่มหาศาล
สีหน้าของเขาตอนนั้น มันบรรยายไม่ถูกจริงๆ
และadam sandler ก็ทำหน้าที่ได้อย่างเยี่ยมยอด
ฉากที่เขามองดูลีน่าเลือดไหลแล้วลงไปจัดการกับเจ้าพวกพี่น้องเซกส์โฟน เป็นการแสดงที่ทำให้เราเชื่อได้ว่า เขาพบ-รักแท้-
แบกหนังทั้งเรื่องโดยไม่หลุดมุขเพี้ยนๆออกมาเลย
จนผมอดคิดไม่ได้ว่านี่บางทีอาจเป็นตัวตนแท้ๆของเขา
เพียงแต่ตลอดเวลาที่ผาน เขามุขตลกมาฉาบเคลือบด้านอ่อนแอเปราะบางนี้ไว้
ซึ่งนอกจากเขา หากเราได้มีโอกาสมองดู คนที่เป็นตัวตลกในชีวิตเรา
ใช่หรือไม่ที่ต่างล้วนมีความขื่นขมแบบนี้อยู่ภายใน
.........................................................


หนังกดดันคนดูช้าๆทั้งจากเรื่องของตัวหนัง
และการถ่ายทำที่มักจัดให้ตัละครอยู่กรอบ หรืออะไรที่เป็นสี่เหลี่ยม
โดยเฉพาะในฉากซุปเปอร์มาร์เกต
ที่จัดไฟสว่างจ้าแข็งกระด้าง
และล้อมกรอบตัวละครไว้ด้วยชั้นวางของ ตู้แช่ กล่องอาหาร
จนเราเห็นหัวตัวละครอยู่ลิบๆ
แสงไฟในที่ทำงานก็จัดให้ต่ำจนเหมือนจะตกอยู่ในความมืด
และสำคัญที่สุดคือการใช้ไฟสาดมาจากด้านหลังตัวละคร
จนเราเห็นตัวละครคล้ายเงามืด
ทั้งในฉากที่ลีน่าเดินเข้ามาในชีวิต
ไล่เรื่อยไปจนถึงฉากท้ายเรื่องที่ร้านเครื่องนอน(phillip seymour hoffman ออกมาขโมยซีนเล็กๆในฉากนี้)
.....................................................
โดยเนื้อแท้แล้วหนังว่าด้วยเรื่องรัก
หากมีใครสักคนที่เหงาจนต้องโทรไปเซกซ์โฟน(ที่จริงเขาน่าจะอยากคุยกับใครสักคนมากกว่า
แต่ในเมื่อปลายสายทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม มันก็เลยเถิด และเตลิดไปไกล)
คนที่ไปซื้อขนมพุดดิ้งมากมายมหาศาลเพื่อสะสมไมล์บินทั้งที่ไม่ได่ได้บินไปไหน
คนที่ใส่สูททั้งที่ไมรู้จะใส่ทำไม
คนที่เป็นตัวตลกต่ำต้อยเสมอมา
แล้ววันหนึ่งเขาพบว่ามีใครสักคนมารักเขา
เขาจะจัดการกับความรักที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้นี้อย่างไร
แบร์รี่กลัวที่จะต้องรักใครสักคน
นั่นอาจเพราะความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่มีค่า
เป็นเพียงตัวตลกในวงสนทนา
และสิ่งตัวตลกลัวที่สุดไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะจากคนทั้งโลก
หากคือเสียงหัวเราะเยาะจากคนที่ตัวเองรัก
เมื่อความอ่อนแอภายในถูกค้นพบ
เขาจะถูกทอดทิ้งอีกครั้ง
หนังแสดงให้เห็นตั้งแต่ภาะวตกใจจนต้องถอยหนีความสัมพันธ์ในช่วงแรก
จนค่อยๆเปิดใจยอมรับ
เหมือนการเรียนรู้ว่าเปียโนนั่นแท้จริงคือฮาร์โมเนียม
และเราต้องซ่อมมันก่อนจะหัดเล่นมัน
และถ้าฮาร์โมเนียมคือชีวิตของตัวตลกชื่อ แบร์รี่ อีแกน
(หนังโยงความกดดันของแบร์รี่เข้ากับหนังโยให้เขาเลนฮาร์โมเนียมทุกครั้งที่เขาโกรธ)
ลีน่าก็คือความรัก(เธอใส่ชุดแดงทั้งเรื่อง)
ที่ช่วยให้เขารอดพ้นจากความล่มสลายของชีวิต(ฌะอบอกให้เขาไปเอาฮาร์โมเนียมนั่นมาจากข้างถนนก่อนมันจะถูกรถทับ)
......................................................


เวลาเรามีความรัก
นอกจากโลกจะสดใส
บ่อยครั้งมันยังทำให้เราได้ค้นพบคุณค่าในตัวเองอีกด้วย
แบร์รี่เข้มแข็งขึ้นแล้ว
เข้มแข็งพอจะต่อว่าพี่สาว
จัดการกับเจ้าพวกเซกส์โฟน
และที่สำคัญเข้มแข็งพอที่จะรักใครสักคนโดยไม่ต้องกลัวว่าจะต้องเจ็บปวด
เหมือนกับการพยายามรัก(ด้วยการยอมเป็นตัวตลก)อย่างที่เขาเจอมาทั้งชีวิต


Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอของใหม่มั่งดิครับ อ่านที่ไบโอสโคปมาหมดแล้วนา หนังจีนผมล่ะ
"บางเรื่องตลกมีสัดส่วนของความขมขื่นอยู่มหาศาล"

ตลกหน้าเป็น ซ่อนเร้นความเศร้าอยู่หลังเวที
เรื่องขำบนเวทีต่อหน้าผู้ชม
มันจึงตลกไม่ออกกับชีวิตจริงของพวกเขา

#2 By ตลกตกขอบ (203.170.137.55 /192.168.0.9) on 2005-06-18 11:41

เพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้จากแผ่นดีวีดีเองครับ ชอบมากๆ โดยเฉพาะเรื่องของกรอบ และสีเครื่องแต่งกายของตัวละคร มันดูชันจนสังเกตได้น่ะครับ สงสัยต้องหาเวลาไปดู magnolia ต่อ

#3 By udomdog (61.47.114.158) on 2006-10-01 19:53

ชอบชื่อเรื่องสุดๆ

#4 By suanroom on 2009-03-25 16:57

อยากดู ยังพอหาได้ไหมเนี่ย ชอบอดัม แซนด์เลอร์

#5 By LhinKo^_^ on 2011-09-29 14:18