polyester ครอบครัวใยสังเคราะห์ /FS
posted on 17 Jun 2005 09:07 by filmsick in sickfilm
*******************************************************************************************************************
- เพื่อความสมบูรณ์ในการแสดงภาพของหนัง บทความชิ้นนี้จำเป็นต้องมีคำหยาบ คำบาป และถ้อยคำจิกกัดเป็นระยะ หากท่านผู้อ่านจัดอยู่ในลักษณะเคร่งครัดทางศีลธรรม ขอท่านจงโปรดเลยผ่านบทความชิ้นนี้ไป (เพราะอย่างไรเสียท่านก็ไม่ควรดูหนังเรื่องนี้ และยังควรทำเป็นลืมๆไปเสียว่ามีหนังเรื่องนี้อยู่บนโลก)
- บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาเกือบทั้งหมดของเรื่อง อย่างไรก็ดี แม้ว่าคุณจะรู้เรื่องทั้งหมด มันก็ไม่ได้มีผลต่อ-ความช๊อคตาตั้ง- ที่คุณจะได้รับ เว้นแต่คุณคิดว่าไม่ดูดีกว่า และอีกอย่าง บางทีคุณอาจตัดสินใจได้ทันทีหลังจากได้อ่านว่าชาตินี้จะไม่ยอมดูหนังเรื่องนี้เป็๋นอันขาด
- อย่างไรก็ดี นี่จัดเป็นหนังที่ถือว่า -เบา- สำหรับหนังยุคแรกของ จอห์น วอเตอรส์ ครับ!
*******************************************************************************************************************
นี่เป็นเรื่องของคุณนาย ฟรานซีน ฟิชพอว์น และชีวิตบัดซบของเธอ
มาดูกันทีละอย่าง
เริ่มที่เอลเมอร์ สามีของเธอ ผู้เป็นเจ้าของโรงหนังโป๊ แห่งเดียวในเมืองที่ขายตั๋วถูกสุดๆ จนชาวบ้านมารวมตัวประท้วงอยู่หน้าบ้าน แทนที่จะอาย เอลเมอร์กลับโทรตามสถานีโทรทัศน์มาทำข่าว เพื่อให้โรงหนัง ดังระเบิดเถิดเทิง เขาเกลียดเมียตัวเอง และหนีไปคบชู้กับเลขาสาวร่านสวาท เมื่อฟรานซีนขอหย่า(และขอค่าเลี้ยงดู ) เขาและนังซานดร้า เมียน้อยสุดแสบ(เล่นโดย มิงค์ สโตล ขาประจำที่แร่ดได้ขโมยซีน(อีกแล้วครับท่าน)อย่างรุนแรง) ก็แกล้งฟรานซีนด้วยวิธีต่างๆนาๆ เช่นโทรไปส่งเสียงครางอย่างมีความสุข โทรไปสั่งพิซซ่า 15 เจ้าให้ไปส่ง หรือกระทั่ง เอาลำโพงติดหลังคารถแล้วตระเวณด่าเธอว่าอีอ้วน!
คนต่อมา ลูลู่ ลูกสาวร่านสวาทของฟรานซีน ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ ที่ไหนอย่างไร หล่อนพร้อมจะปรากฏกายด้วยท่าเต้นสุดแร่ด หัวเราะคิกคักตลอดเวลา และด่าแม่ของเธอในทุกประโยค ฉากหนึ่งเธอโดนฟรานซีนต่อว่าที่ได้เอฟ ทุกวิชา เธอตอบว่า แม่จะไปรู้อะไร โรงเรียนเขาเปลี่ยนการให้เกรดแล้วย่ะ และเอฟน่ะ แปลว่า fantastic ย่ะ เธอมีแฟนเป็นวัยรุ่นขี้ยาหน้าตาอุบาทว์ชื่อโบโบ้ ซึ่งเป็นที่เกลียดชังขอฟรานซีนยิ่ง ต่อมาเธอท้อง และเมื่อฟรานซีนบอกให้เธอเก็บลูกไว้ เธอบอกว่า - ชั้นจะไม่ให้ไอ้เด็กนี่มาทำลายชีวิตฉันหรอกย่ะ ฉันจะไปทำแท้ง และชั้นตื่นเต้นจนแทบจะรอไม่ไหวแล้ว -
มาที่ เดกซ์เตอร์ ลูกชายของฟรานซีน เด็กซ์เตอร์ เป็นเด็กโรคจิตเก็บตัว เขามักมีอารมณ์ กระสันต์ กับ -เท้า- ของอิสตรี โดยเฉพาะเท้าในรองเท้าส้นสูงสวยๆ เขาสำเร็จความใคร่กับรูปเท้าผู้หญิงทุกคืน กลางวันไม่เรียนหนังสือ ออกไปตระเวณตามหน้าห้าง และ กลายเป็น นักเหยียบเท้า ที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องเข้าโรงพยาบาล และทางการกำลังตามล่าอย่างเอาเป็นเอาตาย
ต่อมา คุณนายลารู แม่ผู้จงเกลียดจงชังลูกสาวตัวเอง(แต่รักเงินของเธอ) เธอมักว่าฟรานซีนเป็นนังอ้วน และคอยตามจิกกัดเธอตลอด ฉากหนึ่งฟรานซีนนั่งขี้อยู่ในห้องน้ำ คุณนายลารู ผลักประตูเข้าไป แล้วบอกว่า แกจะเอาเวลาขี้ของตัวเองมาทำลายเวลาแสนสุขในการช้อบปิ้งของฉันนั้นมิได้ และแกจะขี้ไปทำไม ในเมื่อชั้นเห็นแกเก็บไว้จนตัวบวมไปหมด (กรี๊ด!)
เพื่อนคนเดียวที่เธอมี คือ คัดเดิ้ล (เล่นโดย อีดิธ แมสซีย์ ! นักแสดงที่มีแฟนมากที่สุดคนหนึ่งของจอห์น วอเตอรส์) คัดเดิ้ล เป็นอดีตแม่บ้านของเธอที่จู่ๆก็ได้รับมรดกจากเจ้าของบ้านที่เธอไปทำงาน คุณนายลารู เกลียดคัดเดิ้ลเข้าใส้ เธอแหวใส่ ฟรานซีนทันที่รถคัดเดิ้ลจอดหน้าบ้าน -มันเป็นบาปนะ ที่แกจะให้คนปัญญาอ่อนเข้ามาในบ้านแก - คัดเดิ้ล กำลังมีความสุข กับการใช้ชีวิตไฮโซ และเฝ้าฝันถึงงานเปิดตัวอันยิ่งใหญ่ของเธอ เธอมักปรากฏตัวด้วยชุดเก๋ๆ เช่น ชุดนักเรียนหญิง ชุดขี่ม้า ชุดเทนนิส(กระโปรงสั้นจุ๊ดจู๋) เป็นต้น (นึกสภาพ อีดิธ แมสซีย์ หญิงชราร่างยักษ์ (เท่าๆดีไวน์)ฟันห่างๆในชุดแบบนั้นดู) คัดเดิ้ลเป็นคนเดียว ที่คอยดูแล ฟรานซีน แม้จะเป็นแบบบ้าๆบอๆครึ่งๆกลางๆก็ตาม
และด้วยผู้คึนที่รายล้อมเธอ โลก ที่เต็มไปด้วย-โพลีเอสเตอร์ - เส้นใยสังเคราะห์ ของเธอกดดันจนเธอกลายเป็นหญิงติดเหล้า เธอพยายามไปเข้ากลุ่มบำบัดที่ เหมือนเป็นที่รวมคนโรคจิตมากกว่าคนติดเหล้า พยายามจะมีรักใหม่ กับไอ้หนุ่มเก๋ ทอดด์ ทูมอโรว์ (ซึ่งเป็นเจ้าของโรงหนัง(อีกแล้ว) ไดรฟ์อินที่ฉายหนัง มาร์เกอริตส์ ดูราส์ สามเรื่องควบพร้อมเสริ์ฟคาร์เวียร์) และพยายามดูแลลูกๆที่กู่ไม่กลับ นั่นยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงทุกที
ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงอย่างระเบิดเถิดเทิง แต่ก็กลับ แฮปปี้เอนดิ้ง ภายใต้กลิ้นสเปรย์(โพลีเอสเตอร์)อันหอมหวล!!!
...........................................................................................

ตัดความบ้าบอคอแตกของตัวละครออกไป พลอตหนังเรื่องนี้คุ้นหน้าคุ้นตาเหลือเกิน
นี่มันเป็นเรื่องชีวิตบัดซบของแม่บ้านชนชั้นกลางนี่นา!
ใช่แล้วครับ นี่คือหนังที่ถูกสร้างขึ้น ด้วยแรงบันดาลใจ จากผู้กำกับท่านหนึ่ง และยังอาศัยเทคนิคการถ่ายทำ รวมไปถึงฉากของหนัง จากหนังของผู้กำกับท่านนั้น
ผูกำกับที่เป็นเสมือน ปรมาจารย์ของผู้กำกับอย่าง reiner werner fassbinder , pedro almodovar หรือ todd haynes และแม้คุณไม่อยากจะนับ คุณก็ต้องนับ เอา john waters เป็นลูกศิษย์ของผกก.ท่านนี้ไปอีกคน
ครับผู้กำกับท่าที่ว่าคือ Douglas Sirk เจ้าของผลงานอย่าง all tha heaven allows หรือ written in the wind ที่น้ำเน่ามาก แต่ได้ใจมาก และแม้จะไม่ได้รับการเหลียวแลตอนที่หนังออกฉาย แต่กลับส่งอิทธิพลมากมายจนถึงปัจจุบัน
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ polyester คือผลลงานที่สร้างขึ้นบูชาครูอย่าง Douglas Sirk!
และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า นี่คือหนังของจอห์น วอเตอรส์ที่ จัดได้ว่า -เบา- (เมื่อเทียบกับหนังยุคต้นของวอเตอรส์เรื่องก่อนหน้า)ซึ่งคำว่าเบาในที่นี้ไม่เนื้อหาเบาโหวง แต่หมายถึง ความอุจาด ของเรื่องและตัวละครที่ดูเป็นผู้เป็นคนกันมากขึ้น
แต่แฟนานุแฟนไม่ต้องเสียใจครับ เพราะแม้จะลดความแรงลง แต่นี่ก็ยังเป็นหนังที่ ครบสูตรจอห์น วอเตอร์ส ซึ่งแน่นอนหมายความว่า ครอบครัวแสนสุขแบบ อเมริกันดรีม ยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการเสียดสีของเขา
ดิไวน์ ดาราคู่บุญของ วอเตอรส์มารับบท ฟรานซีน คราวนี้เธอไม่ต้องทำอุบาทว์เหมือนเรื่องก่อนๆ เธอได้ใส่วิกสีดำ แต่งตัวสวย และอมทุกข์ราวกับตัวละครหญิงในหนังของเซิร์ค
ครอบครัวฟิซพอว์น แม้จะดูเป็นครอบครัว เพี้ยนประหลาด แต่พอเอาเข้าจริงๆ นี่คือการแสดงภาพความจริงของครอบครัว(ที่ว่ากันว่า )แสนสุข สามีมีเมียน้อย ลูกสาวลูกชายมีปัญหา และภรรยาสติแตก สิ่งที่ครอบครัวฟิชพอว์นเจอ คือความจริง จริงจนเจ็บ!
เราอาจมองว่า ครอบครัวฟิชพอว์น อุบาทว์ ประหลาดโลก เอาเข้าจริงถ้ามองย้อนกลับ ครอบครัวเราเองอาจไม่ต่างกัน ประหลาดจนฟรานชีนต้องร้องขอต่อพระผู้เป็นเจ้า (ลืมบอก ว่า แม้เธอจะมีสามีเป็นเจ้าของโรงหนังโปี แต่เธอ เป็นคาธอลิกผู้เคร่งครัด !) ว่า - นี่เราจะไม่มีวันเป็นครอบครัวปกติได้เชียวหรือ ! -
ครอบครัวปกติ ครอบครัวปกติ
แบบไหนที่เป็นครอบครัวปกติกัน บางทีเราคงต้องถามเรื่องนี้กันอย่างจริงจังเสียที
หนังจบลงอย่างวินาศสันตะโรจนไม่อาจเล่าเป็นภาพได้ (เอาเป็นว่ามันอลเวงจนทำให้นึกถึงหนังของ กาย ริทชี่ได้ทีเดียว) แต่ในที่สุดฟรานซีนกับลูกๆ(ด้วยความช่วยเหลือเล็กน้อยของคัดเดอ้ลเพื่อนซี้) ก็ได้ใช้ชีวิต -สามัญ- เสียที ชีวิตสามัญ ภายใต้กลิ่นสเปรย์หอมกรุ่น!
หนังชื่อ โพลีเอสเตอร์ อันเป็นชื่อทางเคมีของบรรดาเส้นใยสังเคราะห์ (หนังมีเพลงประกอบฮาๆชื่อเดียวกัน เป็นเพลงเปิด ขณะกล้องจับภาพมุมสูงมองเห็นหมู่บ้าน(ที่ฟรานซีนอาศัย) สวยงามสงบร่มรื่นในหมู่แมกไม้ และลึกล้ำเข้าไปในบ้านที่เราพบว่าที่แท้เต็มไปด้วยเส้นใยสังเคราะห์)
จะว่าไปแล้ว เราอาจเรียกครอบครัวคนเมืองในยุคนี้ได้ว่า ครอบครัวใยสังเคราะห์ได้ด้วยซ้ำ
วอลเปเปอร์ เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระทั่งสารเคมีที่ใช้กับร่างกายเราในตอนนี้ล้วนเกิดจาก การสังเคราะห์ทั้งสิ้น สังเคราะห์กระทั่งความสัมพันธ์ของผู้คน และกระทั่งการกลายเป็นครอบครัวปกติ ในท้ายเรื่องก็อวลอยู่ภายใต้กลิ่นของสเปรย์ที่มีสารสังเคราะห์ หรือจริงๆแล้วทุกอย่างเป็นเพียง สารสังเคราะห์ ผลิตซ้ำที่ไม่ใช่ของแท้ กระทั่งชีวิต! (ยิ่งพิจารณาจากการกลับมาปกติของลูกๆของฟรานซีน ยิ่งทำให้รู้สึกผิดปกติในความปกติ จนรู้สึกถึงความสัมพันธ์ ที่สังเคราะห์โดยสังคมว่ามีแต่ความสัมพันธ์แบบนี้เท่านั้นที่ดีที่งาม!)
และสุดท้าย
หนังถ่ายทำและเข้าฉายด้วยระบบ ODORAMA ! อย่าแปลกใจ ถ้าคุณไม่เคยได้ยินระบบนี้ เพราะนี่อาจเป็นหนังเรื่องเดียวที่ถ่ายทำด้วยระบบนี้ กระทั่งก่อนเปิดเรื่องต้องมีนักวิจัยออกมาอธิบายระบบ นี้ให้ผู้ชมฟัง
แล้วมันคือระบบการถ่ายทำบ้าอะไร!
มันคือระบบการถ่ายทำหนัง แบบมีกลิ่น!
ครับ แบบมีกลิ่น แถมเป็นฉบับ -ทำเองก็ได้ง่ายจัง! -อีกต่างหาก
เพราะตอนที่หนังเรื่องนี้ฉายโรง คนดูจะได้รับ กระดาษหนึ่งแผ่น ที่มีหมายเลข10 หมายเลข ขณะดูเมื่อมีตัวเลขปรากฏกระพริบบนจอ ที่คนดูต้องทำ คือขูดหมายเลขนั้น แล้ว -ดม- กลิ่น บนกระดาษ ซึ่งกลิ่นที่คุณจะได้ดมก็ยกตัวอย่างง่ายเช่น กลิ่น ตด กลิ่น สกั้งค์ เป็นต้น ! และแน่นอน กลิ่นสุดท้าย คือกลิ่น สเปรย์หอมหวลชวนดมนั่นเอง
อา.....กลิ่นหอมสังเคราะห์ ในโลกของโพลีเอสเตอร์!
...................................................................................................

f o o t n o t e
ข้อมูลหนังหาได้ที่นี่ครับ
http://www.imdb.com/title/tt0082926/
หากจะนับไปแล้ว นี่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่แก๊งค์ชาวดรีมแลนด์ ได้แสดงร่วมกัน เริ่มจาก เดวิด โลคราฮี(ถ้านึกไม่ออกเขาคือคนที่เล่นเป็นสามีตระกูลมาร์เบิล และสามีตระกูลแดชเชอร์) ชิงตายไปก่อนหลังจบfemale trouble ด้วยการเสพยาเกินขนาด
คุ้กกี้ มิลเลอร์ (คนที่เล่นเป็นคุ้กกี้ใน pink ) เล่นเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย หลังจากนั้นเธอเสียชีวิตด้วยโรดเอดส์
ป้าอีดิธ แมสซีย์(ที่เรารัก)ยังอยู่เล่นหนัง(ของคนอื่น)ได้อีกเรื่องสองเรื่องก่อนจะเสียชีวิตด้วย โรคมะเร็ง
ดีไวน์ ตามไปเล่น hairspray (ซึ่งเป็นหนังที่เบาที่สุดเรื่องหนึ่งของวอเตอรส์ ) เป็นเรื่องสุดท้ายก่อนจะตายจากโรคหัวใจ
เหลือเพียง มิงค์ สโตล แมรี่ วิเวียน เพียรซ์ และ จอห์น วอเตอรส์ ที่ยังคงรอดมาจากช่วงชีวิตสุดขั้วนั้น (มิงค์ สโตลยังตามมาเล่นหนัง เรื่องล่าสุด a dirty shame ให้ วอเตอรส์ เช่นเคย )
และหากหนังเรื่องนี้เป็นการปิดตำนานดรีมแลนด์ มันก็เป็นการปิดตำนานที่สวยงามสมบูรณ์ และเด็ดขาดมากที่สุดครั้งหนึ่ง
แม้จะคารวะกันมาหลายจอก ก็ยังคงต้องดื่มคารวะชาวดรีมแลนด์ ตรงนี้อีกคนละหลายจอก ครับ
edit @ 2005/09/13 00:25:35
............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ............................................................................................................................................................อ๋อ ผัวอีมาดอนน่า ผู้หญิงอะไรน่าโดนตบ บังอาจดังกว่าผัวไปได้ เสียเชิงชาย
#1 By กูเป็นไทใยใจมึงจึงเป็นทาส on 2005-06-17 09:32