สถานที่นั้นเป็นเมืองชาวประมงอันห่างไกล
มีชาวบ้านจำนวนไม่มากนักอาศัยกันอย่างเรียบง่ายและเดินทางได้เพียงด้วยเรือโดยสารเท่านั้น หากแต่คณะละครของโคมาจุโร่ ก็ยังสู้อุตส่าห์เดินทางมาเปิดการแสดง ด้วยว่า ในเมืองเล็กๆนี้มีผู้หญิงคนหนึ่งรอคอยเขาอยู่ เธอเปิดร้านอาหารเล็กๆ อาศัยอยู่กับลูกชายวัยหนุ่มชื่อคิโยชิที่กำลังฝึกงานไปรษณีย์ เก็บเงินไปเรียนอิเลคทรอนิคส์ เมื่อมาเปิดการแสดงโคมาจูโร่มักจะแอบหลบมาหาเธอ และใช้เวลาร่วมกับเด็กหนุ่ม ไปตกปลา ไปเดินเล่น พูดคุยถกเถียงท่ามกลางบรรยากาศสงบเงียบสวยงาม

จนกระทั่ง ซูมิโกะ ตัวเอกของคณะละครและภรรยาคนปัจจุบันของโคม่าจูโร่นึกสงสัย เธอสืบจนได้ความและตามโคมาจูโร่ไปยังร้านนั้น โคม่าจูโร่โกรธเธอมาก ด่าว่าเธอเสียๆหายๆก่อนที่เธอจะได้บอกเรื่องที่เธอรู้ ซูมิโกะตัดสินใจแก้แค้นโดยการจ้างวาน คาโย นางเอกประจำคณะ ให้ไปยั่วยวน คิโยชิ หมายจะให้คิโยชิเสียผู้เสียคนเพราะคาโย หากแต่การณ์กลายเป็นว่าหนุ่มสาวทั้งสองรักกัน พร้อมๆกับที่ผู้จัดการคณะละครเชิดเงินหนีไป ซ้ำด้วยการที่ลูกคณะหนีไปพร้อมกับข้าวของที่เหลือ

คณะละครพเนจรล่มสลาย ไปพร้อมกับการลงหลักปักฐาน ชีวิตล้วนมีขึ้นลง ล่องลอยไปตามกระแสลมแห่งโชคชะตา สุดแท้แต่จะนำพาไปยังที่ใด
.....................................................



โดยโครงเรื่องหนังเอื้อจะให้เป็นหนังดรามาเรียกน้ำตา เต็มไปด้วยฉากบีบคั้นอารมณ์ และฟูมฟาย หากแต่เมื่อหนังตกอยู่ภายใต้ฝีมือการกำกับของ ยาสึจิโร่ โอสุ ปรมาจารย์ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ผู้ซึ่งขึ้นชื่อลือชาในการสร้าภาพยนตร์ ละมุนละไมเกี่ยวกับ มนุษย์ จังหวะหนังของโอสุจะถูกดึงให้เชื่องชา ราวกับจับจ้องชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ ไม่เคลื่อนกล้องโดยไม่จำเป็น และปล่อยให้เราซึมซับช้าๆราวการอ่านบทกวี ยังผลให้หนังของเขา อาจเชื่องช้าน่าเบื่อสำหรับหลายๆคน แต่กับอีกหลายๆคน มันงดงาม และกระทบกระเทือนจิตใจแบบซึมลึก รอจนกระทั่งในฉากท้ายๆ หนังจะฮุคหมัดเด็ดน๊อคคนดู จนแม้หนังจบไปหลายวันก็ยังครุ่นคำนึงถึงมันอยู่

และสำหรับ floating weeds ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นโอสุ รีเมคลงานของตัวเองจากหนังเงียบในยุค 30 มาเป็นหนังสีมีเสียง (ที่จะว่าไปก็พูดน้อยจนเกือบจะเป็นหนังเงียบ) ถ่ายภาพอย่างหมดจดงดงาม (ว่ากันว่านี่เป็นผลงานของโอสุที่ถ่ายภาพได้งดงามที่สุด) ภายใต้ความนิ่งงันของเรื่องราว ตัวละครของโอสุมักเต็มเปี่ยมไปด้วย ความเป็นมนุษย์ มีความสุขที่เป็นของตัวเอง มีทุกข์เศร้าที่เป็นของตัวเอง มีความรัก และ ความเกลียด ของตัวเอง

โคมาจูโร่ ยึดถือตัวเองเป็นชายพเนจรไร้ราก นักแสดงละครเร่ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี จนไม่กล้าแม้แต่จะบอกลูกของตัวเอง ลึกๆแล้วเขาอาจคาดฝันถึงการลงหลักปักฐาน อยู่กับคนที่ตัวรักไปจนตาย ฉากหนึ่งในหนัง เขาหันหลังให้กล้อง เหม่อมองดอกไม้งดงาม รำพึงแผ่วเบา คล้ายเคลิ้มไปในฝัน ถึงการ-อยู่กับที่ เสียที โอสุไม่เร้าอารมณ์ใดๆ ตัวละครสนทนาเรียบง่าย แต่โศกลึก และยิ่งเมื่อมันติดตามด้วยฉากการแตกหักของโคมาจูโร่กับ คิโยชิ
มันทำให้ถ้อยคำ-ลงหลักปักฐาน- กลับกลายเป็นคำเจ็บปวดมากขึ้น แต่เขาก็เป็นเฉกเช่น ซังหญ้าในสายลม- เมื่อถึงกาลเวลาที่ลมพัดมา ก็ได้แต่ต้องล่องลอยไป

ในขณะเดียวกัน ตัวละคร ซูมิโกะ ก็มีความเจ็บปวดทุกข์เศร้าของเธอเอง เธอรัก โคมาจูโร่มากจนยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อเพียงได้อยู่กับเขา ในฉากที่ถ่ายภาพได้งดงามที่สุดฉากหนึ่งของหนัง เมื่องทั้งสองโต้เถียงกันรุนแรงขณะยืนอยู่คนละฟากถนนใต้ชายคาคนละฟากถนน และมีสายฝนคั่นกลาง กล้องขยับเคลื่อนเพียงซ้ายและขวา ร่มสีแดงของซูมิโกะ สายฝน และการแสดง ทำให้ฉากนั้นโดดเด่นยากจะลืม โคมาจูโร่และซูมิโกะขุดคุ้ยความหลังมาทิ่มแทงกันและกัน สายฝนหนาหนักโอบคลุมทั้งคู่ไว้ สะกิดรอยหมองไหม้แห่งอดีตของกันและกัน และแม้การกระทำของซูมิโกะอาจดูร้ายกาจเลือดเย็น แต่เธอล้วนทำเพราะความรัก ในท้ายเรื่อง ฉากที่เธอจุดไม้ขีดให้โคมาจูโร่ เปิดเปลื้องตัวตนของเธอออกมา หากโคมาจูโร่เป็นซังหญ้า เธอคงเป็นสายลม ที่พร้อมจะล่องลอยไปด้วยกัน

ในขณะที่หนังให้คิโยชิ และ คาโย เป็นตัวแทนความรักหนุ่มสาว คาโยเองเป็นเฉกเช่นโคมาจูโร่ เธอรู้ว่าอาชีพนักแสดงนั้นต่ำต้อย ได้แต่พร่ำบอกให้คิโยชิลืมเธอเสีย ในขณะที่คิโยชิจะอย่างไรก็เป็นเด็กหนุ่มอ่อนไหว ยามต้องผเชิญกับความจริงที่ไม่อาจรับได้ หากไม่เพราะมีคาโย บางทีเขาอาจต้องเสียคนไปก็ได้


นอกจากตัวละคร หมู่บ้านชาวประมงในเรื่องก็ทำหน้าที่เป็นตัวเอกตัวหนึ่ง หนังถ่ายภาพงดงาม ตามตรอกซอกซอยเล็กๆ กระจกสีน้ำเงินขาวแดง ของบาร์แห่งเดียวในเมือง ภาพเนินเขาเขียวชอุ่ม ประภาคารสีขาวตัดท้องฟ้าสีฟ้า เรือประมงสีสันจัดจ้าน และสายลมแกว่งไกว เป็นภาพที่ถูกซ้อนเข้ามาในเรื่องอยู่เนืองๆ ไม่ได้มีความหมายสัญลักษณ์ใดๆ หากขับเน้นถึงความเป็นกวีของหนังเอง

และแม้จะช่วยไม่ได้หากจะมีใครหลับไปพร้อมๆกับหนัง หรือจะมีใครอดทนดูได้เพียงครึ่งเรื่องแล้วบอกว่ามันไม่เห็นจะมีอะไร หากแต่บางครั้งคราชีวิตมนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น ไม่ได้เต็มไปด้วยเรื่องตื่นเต้นเร่งเร้า ทำเพียง-มีชีวิต- และมีเรื่องราวแบบเชื่องช้าของมัน

ในเวบimdb มีผู้ชมท่านหนึ่งเขียนข้อความไว้ว่า ในฉากท้ายเรื่องการได้เห็นแสงไฟสีแดงของรถไฟวตัดขอบท้องฟ้าสีน้ำเงินของยามอรุณรุ่ง ทำให้คิดได้ว่า ไม่ว่าจะในตอนนี้หรือ 50 ปีที่แล้ว มนุษย์ก็ยังคงมีปัญหาเฉกเช่นเดิม เป็นถ้อยคำที่นอกจากจะสรุปความเป็นไปในหนังแล้ว ยังสรุปถึงความ อมตะของ ยาสึจิโร่ โอสุ ผู้กำกับภาพยนตร์มนุษย์นิยม ที่ควรค่าการคารวะ ไม่ว่าจะใน 50 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน หรืออีก 50 ปีข้างหน้า


edit @ 2006/12/10 11:15:40

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet