crimson gold สังคมกินคน /FS

posted on 16 Jun 2005 17:32 by filmsick  in alienation, see-it-and-die



ในเช้าวันหนึ่ง ชายร่างท้วมคนหนึ่งควงปืนเข้าไปปล้นร้านขายเครื่องประดับ
เหตุการณืเป็นไปอย่างงกๆเงิ่นๆ
และผิดพลาดไปสียทุกอย่าง
เขายิงเจ้าของร้านทิ้ง
จากนั้นก็ระเบิดสมองตัวเอง
.........................................
นั่นคือฉากแรกในหนังเรื่องล่าสุด ของ จาฟาร์ ปานาฮี ผู้กำกับ the white balloon

และเขียนบทโดย อับบาส เคียรอสตรามี ผู้กำกับหนังเจ๋งๆอย่าง taste of cherry

ทั้งคู่จัดเป็นมือวางอันดับต้นๆของวงการหนังอิหร่าน และถ้าจะว่าไปก็เป็นอันดับต้นๆของโลกภาพยนตร์ด้วย
หนังเล่าเรื่องของ ฮุสเซนหนุ่มส่งพิซซ่าร่างใหญ่ผู้เงียบขรึม
เขามีชีวิตเหมือนคนชนชั้นแรงงานทั่วไป
อาศัยอยู่ในห้องหับคับแคบอับทึบ
เงินเดือนน้อยนิดจนต้องใช้สอยอย่างประหยัด
มีเพื่อนซื้เป็นพี่ชายของแฟนสาว
ที่ออกไปส่งพิซซ่าด้วยกัน
ผู้ซึ่งคอยตระเวนฉกกระเป๋าถือมารื้อหาแหวนสักวงหรือสร้อยคอสักเส้นให้ฮุสเซนเอาไปหมั้นน้องสาวตัว
จนกระทั่งใบเสร็จรับสร้อยชิ้นหนึ่งในกระเป๋า นำพาโลกอีกใบมาสู่พวกเขา
โลกคนละใบที่อยู่ใกล้กันแค่ไม่กี่ช่วงตึก
.......................................


หลังจากทำหนังเด็กมาหลายต่อหลายเรื่อง
คราวนี้ผู้กำกับเปลี่ยนมาเล่าเรื่องความคับแค้นของผู้คนผ่านทางสายตาของผู้ใหญ่บ้าง
ซึ่งแน่นอนเมื่อคนเราโตขึ้น มุมที่มองย่อมเต็มไปด้วยความเจ็บปวดมากขึ้น
หนังไม่ได้กระทำการบีบคั้นตัวละครอย่างดาดๆแบบที่หนังแบบนี้ทั่วๆไปทำกัน
จะมีก็เพียงฉากสองฉากในร้านขายเครื่องประดับเท่านั้น
แต่หนังปล่อยให้เราสังเกตุการณ์ชีวิตของฮุสเซนอย่างเงียบๆ
เล่าเรื่องเหมือนบันทึกประจำวัน
ฮุสเซนไปส่งพิซซ่า คุยกับเพื่อน สูบบุหรี่
ขี่มอเตอร์ไซค์วนเวียนไปตามถนน
จะว่าไปมันไม่ได้ต่างชีวิตของเราเท่าไหร่นัก
แต่เพราะเรา และฮุสเซนก็ล้วนอยู่บนโลกใบใหญ่
โลกที่ขับเคลื่อนด้วยพละกำลังการซื้อขายของระบบทุนนิยมสมบูรณ์
แม้ท่านมหาตมะ คานธีอาจเคยประกาศคำของความจริงว่า -เราทั้งผองพี่น้องกัน-
แต่มนุษย์ผู้เพิกเฉยต่อความจริง
พากันสร้างความจริงใหม่ขึ้นเพื่อยึดถือ
มันจึงเป็นความจริง(ที่ลวงตา)ว่า เรายังคง-ไม่เคยเท่าเทียมกัน-
เราไม่มีทาสอีกแล้ว
แต่ใช่หรือไม่ที่ระบบคิดนี้ฝังรากลึกจนแม้จะไม่มีอะไรมาควบคุม
มันก็ยังมีพลังพอจะครอบงำความคิดผู้คน
ในยุคสมัยหนึ่ง เราเคยหวาดกลัวศักดินา
เราเคยมีระบบวรรณะ จากชาติกำเนิดที่แตกต่าง
แต่ในโลกปัจจุบันนี้
เราได้พากันมานับหน้าถือตาคนที่มี-อำนาจเงิน-
เมื่อมีการยกย่อง(อย่างสุดขั้ว)ย่อมมีการเหยียดหยาม(อย่างสุดขั้ว)ตามมาด้วย
และผู้คนที่เราเหยียดหยามก็คือคนจน คนที่เป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของโลกนี้อย่างแท้จริง
ลำพังการเป็นคนจนนั้นยากลำบาก
แต่การเป็นคนจนในโลกที่ระบบทุนนิยมเชี่ยวกรากนั้นยากลำบากกว่ากันมากมายนัก
เพราะแม้เราจะไม่ ขโมย ไม่ปล้นจี้ ไม่ชั่วร้าย
แม้เราจะตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เราจะพยายามใช้จ่ายอย่างกระเบียดกระเสียน
เราก็ยังกลายเป็นคนไร้ค่าได้อยู่ดี
ชะตากรรมแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับฮุสเซน
ในครั้งแรกที่เขาไปร้านเครื่องประดับ
เจ้าของร้านไม่ให้แม้แต่เข้าร้านด้วยซ้ำ
และแน่นอนเราก็เหมือนฮุสเซน
วิ่งวุ่นพยายามหานู่นนี่มาเติม หาวัตถุมาห่มคลุมจิตวิญญาณอ่อนแอของเรา
จิตวิญญาณอ่อนแอที่กดหัวตัวเองเพียงเพราะไม่มีเงิน ไม่มีชื่อเสียง
ความจนไม่ใช่ปมด้อย นอกจากเราจะคิดเอาเอง หรือถูกทำให้คิดอย่างนั้น
คนไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีรถยนตร์ กลายเป็นคนกระจอก
เราจึงพากันทำเหมือนที่ฮุสเซนทำ
ฮุสเซนไปหาเสื้อผ้าดีๆมาใส่หวังว่าจะไม่มีใครมองเห็นความจนของเข
เหมือนที่เราพากันหาเงินตัวเป็นเกลียวเพื่อผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนมือถือเครื่องใหม่
ซึ่งนั่นยิ่งเป็นการแสดงออก ทั้งความจน แความหวาดหลัวความจน ความอ่อนแอในจิตวิญญาณเรา
ติดกับดักที่ไม่อาจหลุดพ้นของโลกทุนนี้
......................................................


แต่นอกจากความขัดแย้งตรงไปตรงมาแบบนั้น
หนังกลับพาเราเดินทางลึกลงไปยิ่งกว่า
ฮุสเซนไปส่งพิซซ่าในบ้านของคนรู้จัที่ไม่อยากคุยกับเขา
ฮูสเซนไปส่งพิซซ่าในอพาร์ทเมนท์ที่ตำรวจกำลังล้อมจับปารตี้คนมีเงิน
ฉากที่ฮุสเซนถามตำรวจหนุ่มว่ารู้สึกยังไงที่บนนั้นกำลังรื่นเริงแต่ตัวเองต้องมายืนหนาวรอท่าอย่างนี้
มันทั้งน่าขันและน่าเศร้า
เรามองเห็นการจับกุมโดยไม่รุ้สาเหตุอยู่หลายครั้งในหนัง
บอกเล่าโลกที่เจ้าหน้าที่ของรัฐยังเป็นใหญ่ให้คนธรรมดาต้องกลัวอย่างหัวหด
ที่ร้ายกาจและเฉียบขาดที่สุดของหนัง
คือฉากท้ายเรื่องที่ฮุสเซนออกไปส่งพิซซ่า ที่บ้านหรูหลังหนึ่ง
เจ้าของบ้านใจดีขี้เหงาชวนฮุสเซนให้นั่งกินพิซซ่าเป็นเพื่อน
และเอาแต่พล่ามปัญหาของตัวเองไม่หยุด
อุสเซนเดินสำรวจรอบบ้านที่โอ่โถงกว้างใหญ่ราวกับพระราชวัง
บางครั้งช่องว่างระหว่างคนมีกับคนไม่มีมันกว้างจนผู้คนค่อนประเทศตกลงไปตายในนั้น
เราไม่ได้ทำร้ายใคร เราไม่ได้ถูกทำร้าย
แต่การเปรียบเทียบชีวตอย่างง่ายก็ทำให้เรารู้สึกด้อยค่าถึงเพียงนั้น
....................................................
หนังเดินเรื่องนิ่งเนิบเชื่องช้าจนชวนหลับ
แต่ค่อยๆสอดแทรกประเด็นทางสังคมลงไปอย่างไม่ยัดเยียด
สิ่งที่ฮุสเซนรู้สึกในช่วงท้าย
หลายคนก็คงเคยรู้สึกมาก่อน
..................................................


หลังหนังจบผมเดินออกจากโรงอย่างอึ้งๆ
แม้จะดูหนังต่อไปอีกหลายเรื่อง
ไปอีกหลายที่
ทำอีกหลายอย่าง
ภาพของฮุสเซนยืนอ้าปากค้างในบ้านหรูหลังนั้นก็ยังติดตาอยู่
นึกสงสัยว่าตอนนี้ผมอยู่ตรงไหน
ดินรนเพื่อจะข้ามช่องว่างอันกว้างใหญ่นั้น
หรือจมลงไปแล้ว
และจะมีไหม
ที่เราจะเลิกอยากข้ามไปอีกฟาก
และยืนหยัดอยู่ในฟากของเราอย่างยิ่งใหญ่เสียที


edit @ 2005/09/26 22:59:15

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

รัก

#1 By ใหม่ (61.19.42.54 /192.168.1.19) on 2005-06-30 16:01

ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้นะ

แต่อ่านจบแล้วก็อยากจะดู

ขอบคุณค่ะที่เล่าเรื่องราวดีๆ

#2 By Omnai vincit amor on 2007-09-12 03:15