ภาพของแหล่งกำเนิดแสงสว่างวาบ จุดความมืดสู่ความสว่างเพื่อฉายภาพแผ่นฟิล์มเลื่อนขึ้นรวดเร็ว ปรากฏภาพองคชาติวูบ ก่อนะจะเปลี่ยนเป็นภาพการ์ตูน ภาพหนังเก่าเก็บ ภาพแมงมุม ภาพต้นไม้ตายซาก ภาพข่าวสงคราม ภาพพระเผาตัวเอง ภาพการเชือดคอแกะ และดวงตาที่เหม่อมอง ภาพ เลือนภาพเป็นภาพหญิงชรา ชายชรา ที่ล้วนต่างนอนห่มผ้าสีขาวราวกับไร้ชีวิต ตามด้วยเสียงโทรศัพท์ ขณะภาพจับจ้องหญิงชรากำลังหลับ เธอตายแล้ว ผมคิด และไม่อาจรับโทรศัพท์ได้ พลันเธอลืมตาโพลง
เลื่อนเป็นภาพเด็กชายนอนห่มผ้าขาว เด็กชายลุกขึ้นมาสวมแว่น อ่านหนังสือ สักพัก เหม่อมองมายังภาพใบหน้าขนาดใหญ่ของหญิงสาว สะท้อนราวกับอยู่บนจอหนัง เด็กชายลูบคลำภาพเบลอบนจอใบหน้าซ้อนทับรางเลือนราวกับ จะเป็นภาพของหญิงสาวสองคนก่อนเครดิตเปิดเรื่องจะขึ้น ในบทความของคุณไกรวุฒิ จุลพงศธรที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้ในไบโอสโคปฉบับ 33 และ 34 (ซึ่งเขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้อย่างเยี่ยมยอด)บอกว่า นี่เป็นภาพแสดงถึงประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ จากยุคแรก มาจบที่ยุคของหลุยส์ บุนเยล และเป็นภาพเปิดก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่อง ภาพสั้นๆไม่ต่อเนื่อง ย้ำเตือนว่านี่เป็นภาพยนตร์ และช๊อคความรู้สึกคนดู ทิ้งอารมณ์ล่องลอยหลอนหลอกราวถูกวิญญาณสิงสู่ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ห่มคลุมหนังไปทั้งเรื่อง

หนัง persona ว่าด้วย เรื่องของ อลิซาเบธ นักแสดงสาว ที่ครั้งหนึ่งระหว่างการแสดงละคร เธอก็หยุดพูดไปเสียเฉยๆ จากนั้นเธอไม่ได้พูดอีกเลย อัลมาเป็นนางพยาบาลที่ถูกจ้างมาพยาบาลอลิซาเบธ เธอไม่มั่นใจในงาน แต่ก็รับหน้าที่ไป หมอผู้รักษาแนะ ให้อลิซาเบธและอัลมาไปพักฟื้นที่บ้านตากอากาศริมทะเลห่างไกลจากผู้คน และที่นั่น ขณะอลิซาเบธนิ่งเงียบ และอัลมาเล่าเรื่องต่างๆ ทั้งคู่ได้ค้นพบด้านมืดของจิตวิญญาณ ทำสงครามและร่วมรัก แตกสลายและหลอมรวม ท่ามกลางบรรยากาศล่องลอยหลอกหลอนราวกับอีกโลกหนึ่ง


หนังมีเรื่องราวหลักๆเพียงเท่านี้ ตลอดเวลา 79 นาทีของหนัง กล้องจะทำหน้าที่เพียงจับภาพใบหน้าของตัวละคร ฝ่ายหนึ่งพูดจ้อไม่หยุด อีกฝ่ายนิ่งเงียบรับฟัง เราไม่เห็นกระทั่งว่าบ้านพักริมทะเลที่ทั้งสองอยู่แท้จริงแล้วมีรูปทรงเป็นเช่นไร อยู่ตรงไหน หรือแม้แต่ภาพทะเล เราเห็นเพียงภาพชายหาด โขดหินระเกะระกะ และไม้พุ่มเตี้ยๆ แม้แต่ทัศนียภาพยังล่องลอยหลอนหลอก หรือแท้จริงแล้วไม่มีทัศนียภาพใดปรากฏขึ้นในหนัง นอกจากไม่มีเหตุการณ์ หนังยังไม่มีสถานที่ และถึงที่สุดแล้ว หนังไม่มีตัวละครเสียด้วยซ้ำ


หนังเป็นการ บันทึกจิตวิญญาณมนุษย์ลงบนแผ่นฟิล์ม-(ดังที่คุณไกรวุฒิว่าไว้ ) โดยแท้

มีคำถามและคำตอบเกี่ยวกับชีวิตอยู่มากมายในหนัง หนังกำหนดให้ อลิซาเบธ มีอาชีพเป็นนักแสดงและ อัลมา เป็นนางพยาบาล สองอาชีพนี้อาจไม่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน แต่โดยเนื้อแท้แล้วมีความเป็นขั้วตรงข้ามของกันอยู่ ในฉากหนึ่งหนังให้อัลมาลุกขึ้นมาทาครีมกลางดึก และพูดกับกล้อง(คนดู) ถึงชีวิตเรียบง่าย สามัญของเธอ อุทิศตัวเพื่องานที่ตนรัก มีลูกและเลี้ยงพวกเขาด้วยมือของเธอ มีชีวิตเรียบง่าย ซึ่ง ก็ดีนะ..ก็ดี- เธอพูดเช่นนั้น คล้ายเคลิบเคลิ้มก่อนจะปิดไฟ

ในขณะที่อลิซาเบธ เป็นนักแสดงละครชื่อดัง ราไม่รู้จักเธอไม่รู้ถึงที่มาที่ไป หรือความฝันของเธอ รู้แต่เพียงจู่ๆ เธอก็เลิกเคลื่อนไหว และเลิกพูด จมดิ่งอยู่ในโลกเฉพาะ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว หมอวิเคราะห์ว่าเธอเพียงไม่อยากเล่นบทบาทใดๆในโลกอีก ไม่อยากฉีกยิ้ม ตีสีหน้า
อันไม่ได้หมายความแค่เฉพาะบนเวทีละคร แต่หมายถึงการมีชิวิต เพราะในทุกๆวันของการมีชิวิต เราล้วนระบบทบาทแตกต่างกันไป เราถูกครอบงำภายใต้ภาระหน้าที่ เราเป็นลูก เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูกน้อง เป็นเจ้านาย เป็นเพื่อน เป็นคนรัก เป็นศัตรู เป็นครู เป็นศิษย์ เป็นคนดี เป็นคนบ้า เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ เอาเข้าจริงแล้วเราไม่อาจรู้ได้ว่าบทบาทไหนคือของจริง และบทบาทไหนเป็นเพียงการแสร้งทำ อลิซาเบธเลือกที่จะยุติทุกบทบาทลงด้วยการไม่รับบทบาทใดอีก แต่แท้ที่จริง กระทั่งการไม่รับบทบาท ก็คือการเสแสร้งแกล้งสร้างบทบาทใหม่ขึ้นมา ภายใต้ความเรียบเฉยเย็นชา


-แม้แต่สถานที่ที่เธอหลบหนีก็มีใช่จะไม่มีรอยรั่วซึม ชีวิตน่ะมันไหลซึมเข้าสู่ทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ-


หมอกล่าวกับเธอ

หากอลิซาเบธ เป็น ศิลปิน ผู้มีมุมมองต่อโลกพิเศษพิสดาร อัลมา นางพยาบาล นั้นคือมุมมองของคนสามัญที่มีต่อโลกใบเดียวกัน นักแสดงละทิ้งความจริงไปสู่บทบาท ขณะที่พยาบาลสวมบทบาทแห่งการมีอยู่จริง และเอาเข้าจริงแล้ว อลิซาเบธ กับ อัลมา ไม่ได้เป็นผู้หญิงสองคน หากแต่เป็นจิตวิญญาณที่แตกออกมาจากกันและกัน

ฉากหนึ่งในหนัง อัลมาหลับฟุบไปบนโต๊ะ พลันมีเสียงร้องเตือนว่าเธออาจหลับไปบนโต๊ะ
มันอาจเป็นเสียงอลิซาเบธ (คนดูไม่เห็นหน้าเธอ) หรืออาจไม่ใช่ เมื่ออัลมาลืมตาขึ้นและพูดซ้ำประโยคนั้น ตามมาด้วยฉากในห้องนอนของอัลมา ภาพล่องลอยเหมือนความฝัน
อลิซาเบธเดินเข้ามาในห้อง ทั้งคู่แอบอิงกันและอลิซาเบธเปิดผมของอัลมา ทั้งคู่มองตรงมายังคนดู บรรยากาศล่องลอยราวเล่าเรื่องภูตผี คลุมเครือจนไม่อาจแยกแยะจริงลวง
ทำให้เราค่อยๆเข้าใจว่านี่คือการหลอมรวมเป็นหนึ่งหลังจากแตกออกเป็นสองของดวงวิญญาณ ศิลปินผู้หนึ่ง ดวงจิตแตกสลาย มันอาจมีสาเหตุมาจากโลกภายนอก (ภาพข่าวในห้องของอลิซาเบธ เป็นภาพการเผาตัวเองของพระรูปหนึ่งและภาพผู้คนในสงครามโลก เด็กน้อยชูสองมือขึ้นขณะทหารเอาปืนจ่อ) หรือมาจากเหตุการณ์แต่หนหลัง (เรื่องของลูก ทั้งของอัลมาและ อลิซาเบธ) หรืออาจไร้ซึ่งสาเหตุ


ศิลปินแตกจิตวิญญาณของตนออก จิตหนึ่งว่างเปล่า ไร้ถ้อยคำ เฝ้าสังเกต ในฐานะคนนอก(อันเป็นลักษณะที่มักพบในบรรดาศิลปินทั้งหลาย เฝ้าสังเกตชีวิตมนุษย์เพื่อสร้างงานศิลปะ) และจิตวิญญาณของคนสามัญ ที่อัดแน่นด้วยเรื่องเล่า หากแต่ใช่หรือไม่ที่ทั้งสองจิตล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์เศร้า

อัลมา เคยทำแท้ง อลิซาเบธ อาจเกลียดชังลูกตัวเอง (ทั้งสองฉาก อาศัย-อำนาจแห่งวรรณกรรม- ด้วยการให้ ตัวละคร เล่าเรื่อง กล้องจับเพียงใบหน้าผู้เล่าและผู้ฟัง หากกลับเสมือนเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้า เรารู้สึกราวร่วมอยู่ในเซกส์หมู่ของอัลมา และอยู่ในความสับสนของอลิซาเบธ สองฉากนี้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการเล่า ของเบิร์กแมน ได้อย่างยอดเยี่ยม) การได้กลายเป็นแม่ หรือไม่ได้เป็นแม่ (ซึ่งเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ของเพศหญิง) ล้วนนำมาซึ่งความทุกข์ จิตวิญญาณทั้งสองยืนอยู่ขั้วตรงข้ามขัดแย้ง หากแต่ล้วนร่วมในความทุกข์ทั้งคู่ และหนังเพิ่มความคลุมเครือมากขึ้น ด้วยการ จู่ๆตัดแบ่งเรื่องออกเป็นสองส่วนตรงจุดที่อัลมาเริ่มท้าทายอลิซาเบธ ภาพผีดิบ โครงกระดูก หนังเก่า และ ดวงตา ถูกตัดฉายก่อนเลือนสู่ครึ่งหลัง(ราวกับจะบอกว่านับแต่นี้จะมีแต่เรื่องเลวร้าย) หนังละเลยความต่อเนื่อง โดยหลังจากอลิซาเบธโดนแก้วบาด เธอไม่แสดงอาการใดเลยในฉากถัดมา
และในฉากทะเลาะตบตีหนังเริ่มจากฉากภายนอก จู่ๆก็ตัดกลับเป็นในบ้าน มันเป็นความไม่ต่อเนื่องธรรมดาหรือว่าแท้จริงแล้วหนังพยามยามย้ำถึงความไม่จริง ของตัวเรื่อง ย้ำว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเพียงเกิดขึ้น-ในใจ-เท่านั้น

และถ้าการพูด คือการแสดงตัวตน บทบาท ในฉากหนึ่งที่อัลมาจะเอาน้ำร้อนสาดอลิซาเบธแล้วเธอเผลอร้อง ตอกย้ำให้เห็นว่าสิ่งเดียวที่จะรวบดวงวิญญาณแตกสลายขึ้นมาได้ ไม่ใช่ความรัก ความเห็นใจ หากคือความกลัว อันเป็นสัญชาติญาณดิบพื้นฐานของมนุษย์นั่นเอง
ทุกบทบาทที่เราเล่น เชื่อมโยงกันไว้ด้วยสัญชาติญาณดิบ



ในช่วงท้าย หนังหลอมรวมตัวละครทั้งคู่เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง เมื่อในฉากหนึ่งอัลมาตื่นขึ้นมากลางดึก เปิดวิทยุแล้วพลันได้ยินเสียงเรียกชื่ออลิซาเบธ เสียงผู้ชายมาจากวิทยุราวกับการเรียกร้องจากโลกภายนอก ยิ่งเมื่อในฉากแรกๆ เราได้เห็นอัลมาเปิดวิทยุรายการละครให้อลิซาเบธฟัง(ก่อนจะปิดมันเพื่อหลบหนี) มันก็อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นการเรียกร้องของโลกภายนอกที่มีต่อศิลปิน เสียงนั้นอาจทดแทนถึงบทบาทในหน้าที่การงาน ต่อมาเราทราบว่าเจ้าของเสียงคือสามีของอลิซาเบธ ซึ่งแทนค่าได้เท่ากับเสียงเรียกร้องของครอบครัว จะอย่างไรเสียแม้ศิลปินจะหลบหนีบาทในฐานะอื่นสักเพียงใด ก็ใช่ว่าจะทำให้บทบาทนั้นสูญสลายไปได้

แต่หนังกลับไปไกลกว่านั้นด้วยการให้แท้ที่จริงแล้ว ตัวตนของอลิซาเบธ อาจไม่ใช่ใ หน้าที่เรารับรู้(ในบทบาทของอลิซาเบธ)มาตลอด หากแต่เป็นใบหน้าที่เรารับรู้ในบทบาทของอัลมาต่างหาก ความคลุมเครือจุดนี้ทำให้หนังล่องลอยหลอนหลอกถึงขีดสุด ยิ่งหากเราลองสังเกตดูจะพบว่า แทบทั้งเรื่อง นอกจากอลิซาเบธจะไม่พูดเลยสักคำแล้ว เรายังแทบไม่ได้เห็นหน้าเธอเต็มๆด้วยซ้ำไป หนังเลือกจัดแสงให้เข้าทางด้านเดียว ไม่ซ้ายก็ขวา ส่งผลให้ซีกหน้าซีกหนึ่งของอลิซาเบธตกอยู่ในความมืด หรือไม่เธอก็มักหันข้างให้กล้อง หรือถูกบดบังด้วยใบหน้าของอัลมามาตลอด (เว้นแต่ในฉากที่เธอตบตีกับอัลมา อัลมาจับใบหน้าเธอแรงๆ และบอกให้เธอจดจำ-ใบหน้า-นั้นไว้)

ที่แท้ อลิซาเบธเป็นเพียง ครึ่งของจิตวิญญาณเท่านั้น ยิ่งเมื่อใบหน้าของเธอซ้อนทับกับอีกครึ่งของอัลมา ทำให้เชื่อได้ว่าแท้จริง สองมีเพียงหนึ่ง มาตลอด และทั้งหมดที่เราเห็นล้วนเป็น เหตุการณ์ในใจ-ทั้งสิ้น การกลืนรวมเป็นหนึ่งยิ่งชัดเจน เมื่อนางพยาบาลอัลมาบอกว่าเธอเรียนรู้มาพอแล้ว เธอตีอกชกหัวร่ำให้ ใช้นิ้วมือกรีดแขนตนเอง และอลิซาเบธดื่มเลือดจากแขนนั้น จิตวิญญาณที่แตกสลายรวมเป็นหนึ่ง จิตวิญาณของอลิซเบธซึ่งที่แท้อยู่ใต้ใบหน้าของอัลมา ในเมื่อ-ใบหน้า-เป็นสิ่งที่หนังย้ำเน้นมาตลอด(หนัง80 เปอร์เซ็นต์ ถ่ายใบหน้าตัวละคร) การทำลายความเชื่อถือ ต่อใบหน้าลงในฉากสุดท้าย เท่ากับทำลายสถานะของ บทบาท-ลงอย่างสิ้นเชิง เราชื่อ ในบทบาทศิลปิน ภายใต้ใบหน้าของอลิซาเบธ และบทบาทนางพยาบาลภายใต้ใบหน้าของอัลมา จะเป็นอย่างไรถ้าที่แท้แล้วใบหน้านั้นเป็นความลวง

ชีวิตคือสิ่งใด มันคือการหลอมรวมจิตวิญญาณแตกสลาย หลายชิ้นส่วน บ้างบกพร่องผุพัง บ้างสง่างามหมดจด บ้างบ้าคลั่ง บ้างสงบเงียบ เราไม่มี-ตัวตนที่แท้- ทุกบทบาทของเรา ทุกใบหน้าของเรา ล้วนเป็นตัวตนที่แท้ทั้งสิ้น เราเป็นเพียงสารประกอบ ของจิตวิญญาณหลากหลายที่ไม่สามารถระบุชัดเจนได้เท่านั้น



หนังจบตัวเองด้วยภาพฟิล์มหมดม้วน บอกว่า-ภาพยนตร์- จบสิ้นลงแล้ว ภาพฝัน ถึงจิตวิญญาณของศิลปิน จบสิ้นลง ทิ้งไว้เพียงงานศิลปะชั้นเลิศ ที่แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน เราก็ยังนำมันกลับมาค้นหาความหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้จบ

คารวะ อิงมาร์ เบิร์กแมน มาตรงนี้หนึ่งจอก

ข้อมูลหนัง หาดูได้ที่นี่ครับ

http://www.imdb.com/title/tt0060827



และบทความชั้นดีที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ละเอียดยิบและน่าสนใจโดยคุณ ไกรวุฒิ จุลพงศธร หาอ่านได้ในคอลัมน์ symbolic corner ฉบับ 33 (ปก windstruck ) และฉบับ 34(ปก 2046) ครับ


edit @ 2005/06/15 06:50:47

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

#1 By (203.156.21.175) on 2008-01-29 00:36

Hot! Hot! Hot!

ไปไกลกว่าที่ผมเห็นมากๆๆๆๆ

#2 By Seam - C on 2010-03-25 15:10