คงจะเป็นเช่นที่ บ๊อบบี้พูดถึงเพลงเพลงหนึ่ง เอาไว้ในครั้งหนึ่ง
-เราล้วนต่าง สวยงาม และ โศกเหงา -
ข้อความบอกเล่าสิ่งที่เพลงนั้นเป็น
สิ่งที่ตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็น
และบางที อาจเป็นเช่นที่โลกนี้เป็น

ตอนบ๊อบบี้เป็นเด็ก
เขามีพี่ชายที่สวยงามคนหนึ่ง
สวยงามประหนึ่งมาจากโลกอื่น
บ๊อบบี้แอบเห็นพี่ชายมีเซ็กส์ เขาบอกบ๊อบบี้ว่า มันเป็นความรักและมันสวยงาม
พี่ชายของเขาพาเขาไปยังสุสาน เหม่อมองรูปปั้นนางฟ้า ให้เขาลองกัญชา และได้มองเห็นโลกอันสวยสดงดงามและเต็มไปด้วยความรัก
ไม่มีสิ่งใดต้องหวั่นกลัว เพราะมีคนที่รักเรา อยู่กับเราเสมอ

แต่พี่ชายเขาก็จากไป
หลายปีต่อมาผู้คนรอบข้างที่ยึดเหนี่ยวบ๊อบบี้ไว้กับโลกค่อยๆจากไป
เขาได้พบ โจนาธาน เด็กหนุ่มท่าทางขี้อาย
บ๊อบบี้สอนให้โจนาธานมองโลกงดงามแบบเดียวกับที่พี่ชายเคยสอนเขา
ทั้งคู่มีอะไรกัน และทั้งคู่คิดว่ามันเป็นเรื่องสวยงาม
จนวันเวลาผ่านไปและโจนาธาน โบยบินไปสู่โลกภายนอกเนิ่นนาน
ขณะบ๊อบบี้จมอยู่ในโลกเดิม
จนเมื่อเขาต้องออกไปบ้าง
เขาเลือกไปหาโจนาธาน ซึ่งกลายเป็นเกย์เต็มตัวไปแล้วในตอนนั้น
และพบกับแคลร์ ผู้หญิงผมสีแดงเพลิงที่เก็บเงินไว้สำหรับการมีลูกกับโจนาธาน
ทั้งสามตกหลุมรักกันและกัน ร่วมกันสร้างครอบครัวประหลาด
สวยงามและโศกเหงา ตรงที่ไหนสักแห่ง อันอาจเป็น สุดขอบโลก

หนังสร้างขึ้นจากนิยายของmichael cunningham เจ้าของบทประพันธ์ the hours ซึ่งนอกจากจะได้รางวัลพูลิตเซอร์ ยังกลายเป็นหนังเรื่องเยี่ยม ที่เข้าไปถึงรอบสุดท้ายของออสการ์ในหลายๆสาขา
คราวนี้ เขานอกจาจะเป็นเจ้าของบทประพันธ์ยังกระโดดลงมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ภายใต้การกำกับของmichael mayers
หนังสร้างตัวละคร ให้ดูราวกับมีชีวิตอยู่ในโลกอื่น
โจนาธาน(dallas roberts) อาจดูปกติที่สุด ในฐานะของชาวเกย์เมืองใหญ่ที่ไม่ได้มีคู่รักเป็นตัวเป็นตน
หากแต่ผูกสัมพันธ์อยู่กับ แคลร์ สาวผมแดงที่เฝ้าเก็บหอมรอมริบเงินไว้สำหรับการมีลูก
และ การให้ robin wright penn `มารับบทแคลร์ถือเป็นการเลือกนักแสดงได้อย่างวิเศษ
เพราะเธอมักผูกขาดบทหญิงสาวซับซ้อนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นบทเจนนี่ใน forrest gump หรือบท ใน shes so lovely หนังของ nick cassaveste ที่มีตัวละครผู้หญิงที่น่าสนใจมากที่สุดตัวหนึ่ง
แคลร์ อยากมีลูก แต่ไม่อยากมีชีวิตแต่งงานหรืออะไรทำนองนั้น
เธออ่อนไหว สวยงาม และผูกพันกับโจนาธานมาก
จนกระทั่งบ๊อบบี้ก้าวเข้ามา
ซึ่งในที่นี้ต้องยกนิ้วให้การแสดงอันน่าจดจำของ colin farrellที่สลัดภาพxxxหนุ่มดิบเถื่อนที่เราคุ้นชิน
มารับบทเด็กหนุ่มที่เหมือนไม่ได้มีชีวิตบนโลก สวยงาม เปราะบาง และอ่อนไหว
คล้ายภาพฝันเลื่อนลอยมากกว่าจะจับต้องได้จริง(รวมไปถึงเจ้าหนุ่มerik smithที่รับบทบ๊อบบี้ตอนวัยรุ่นด้วย)
แววตาที่บ๊อบบี้มองโจนาธาน
ฉากที่เขาเดินเปลือยกายกลับมาซุกหลับข้างโจนาธาน-เพราะไม่อยากให้นายอยู่คนเดียว-
และฉากที่เขาบอกแคลร์ว่านี่เป็น ครั้งแรก ทำให้ตัวละครตัวนี้ดูเหมือนเด็กเล็กๆมากกว่าจะเป็นชายหนุ่ม
ในขณะที่วิธีการที่เขากอดเด็กทารก ขออลิซ แม่ของโจนาธานเต้นรำ หรือ-ทำ-ให้โจนาธาน ทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่เข้าอกเข้าใจโลก
ส่วนผสมที่ทำให้ตัวละครตัวนี้ยิ่งดุเหมือนหลุดมาจากความฝันมากขึ้นไปอีก
และอีกคนที่ไม่อาจมองข้ามคือ sissy spacek ในบทของ อลิซ แม่ของโจนาธาน
ฉากที่เธอเต้นรำกับบ๊อบบี้(ในเพลง desireeของ laura niro ที่หวานเศร้าจนใจละลาย)และหัดสูบกัญชา
มันราวกับบ๊อบบี้ดึงเอาความอ่อนไหวในฐานะผู้หญิงออกมาจากตัวแม่บ้านวัยกลางคนผู้มีชิวตแสนจะอับเฉาคนหนึ่ง
อันเป็นฉากที่ สวยงาม และโศกเหงาที่สุดฉากหนึ่งในเรื่อง เมื่อทั้งสามเต้นรำไปพร้อมๆกัน


หนังเล่าเรื่องของ รักร่วมเพศ ความรัก ชีวิตแต่งงาน มิตรภาพ ผู้หญิง เอดส์ ความตาย และ ครอบครัว หากแต่ละทิ้งประเด็นหนักๆที่เกี่ยวโยงกับสังคมออกจนหมดสิ้น
ส่วนหนึ่งส่งผลให้หนัง สวยงามประหนึ่งความฝัน ประกอบกับการเลือกให้เพลงประกอบภาพยนตร์ที่เพราะเอามากๆ ( ชนิดที่ว่าพอดูหนังจบต้องพุ่งตรงไปร้าน โด เร มี แถวๆนั้น เพื่อตาม soundtrackหนัง ก่อนจะได้รับคำตอบว่า มีคนมาหาหลายคนแล้วแสดงว่าเพราะจริง )
หากแต่อีกส่วนหนึ่งมันก็ยังผลให้ภาพรวมของหนังบางเบา ล่องลอย จนแทบไม่อาจเชื่อได้ว่าเป็นเหตุการณ์จริง
ความเจ็บปวดทุกข์เศร้าของตัวละคร ล้วนเกิดจาก-ภายใน-ตัวของพวกเขาเองมากกว่า เป็นไปเพราะความพยายามสร้างครอบครัวแบบพิเศษ
ยังผลให้พลังของหนังลดลงไปมากทีเดียว
ยิ่งหากลองเปรียบเทียบกับหนังที่มีประเด็นคล้ายๆกัน(แต่เศร้ากว่ามาก)อย่าง chuck and buck ซึ่งถึงแม้ไม่ได้พูดถึงประเด็นทางสังคมหนักหนา แต่มิติด้านมืดของตัวละครในหนัง ที่ยอนกลับมาทิ่มแทงพวกเขา ทำให้หนังลึกและเป็นจริงเป็นจังกว่ามาก
แต่ในเมื่อในช่วงต้น หนังให้บ๊อบบี้ได้มองโลกในมุมที่งดงามเหมือนความฝัน(อันเกิดจากฤทธิ์กัญชา)
เพราฉะนั้นแม้หนังจะไม่สมจริง แต่มันก็งดงามและเต็มตื้นไปด้วยความรูสึกสวยงามเช่นนั้นหลังหนังจบลง



หนังชวนให้นึกถึงหนังญี่ปุ่นน่ารักๆเรื่อง Hush! ที่ว่าด้วยเรื่องการสร้างครอบครัวแบบพิเศษของ ชาวเกย์สองคน และผู้หญิงเพี้ยนๆคนหนึ่ง
และก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับที่หนังเรื่องนั้นพยายามจะบอก
บางครั้งครอบครัว ไม่ได้จำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานทางศีลธรรมอย่างง่าย ของพ่อ แม่ ลูก เสมอไป
เพราะไม่ใช่ว่าครอบครัวแบบนั้นทั้งหมด จะประสบความสำเร็จ
ครอบครัวที่แท้ ไม่ได้เกิดจากความสัมพันธ์ที่มีขอบเขตแน่นอน
แบ่งตำแหน่งของพ่อ แม่ ลูก และพยายามรักษาบทบาท อำนาจกันไป
(แม้แต่ครอบครัวของโจนาธานจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้เป้นครอบครัวที่ปกติสามัญ หรือประสบความสำเร็จนัก)
แต่ครอบครัวที่แท้น่าจะหมายถึงการประคับประคองกันและกันการอยู่ด้วยกันในยามทุกข์สุข
การได้มองเห็นโลกนี้สวยงาม และไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ต้องหวาดกลัว เพราะจะมีคนที่เรารักอยู่กับเราเสมอ
การได้โปรยเถ้ากระดูกของคนในครอบครัวยังที่ที่เขาต้องการ
การได้นอนหลับข้างๆกันโดยไม่ต้องมีเซกส์
การได้กอดกันแน่นๆ
เต้นรำด้วยกันหลายๆคน
และแม้ในตอนท้ายแคลร์จะเลือกทางเดินของตัวเองใหม่
แต่ก็เป็นเธอที่สร้าง-บ้าน- นี้ขึ้น สร้าง ครอบครัว- นี้ขึ้น
บ้านที่อยู่ตรงสุดขอบโลก และจะเป็นเช่นนั้นไปจนสิ้นโลก


edit @ 2005/06/15 06:57:43

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

คุรวิเคราะห์ได้ถูกใจจัง ผมยังฉงายฉงายว่าเขาอยู่กินกันได้อย่างไรในเมืองเล็กแบบนั้น โดยไม่มีอิทธิพลของสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง และยุคสมัยที่ผ่านพ้นก็ไม่ได้เป็นตัวแปรของหนังเลย น่าเสียดาย มันเลยเบาหวิวจนสุดทน แต่อย่างไร ผมรักการแสดงของนายโคลินจัง อะไรหว่า เล่นแบ๊ว ๆ แต่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งอย่างนี้ก็ได้ด้วย

#1 By nakklam (124.120.154.44) on 2007-02-13 23:23