spring , summer, fall ,winter.........and spring หนที่ถ่วงดวงใจ กรรมที่ไม่อาจละวาง
posted on 14 Jun 2005 12:37 by filmsick in humanism
มีอารามกลางบึงน้ำแห่งหนึ่งอยู่ในหุบเขาอันโพ้นไกล
ที่นั่นมีหนึ่งอาจารย์ชราหนึ่งศษย์น้อยอาศัยอยู่ร่วมกันผ่านฤดูกาลปีแล้วปีเล่า
อาจารยฝ้ามองศิษย์น้อย
ศิษย์น้อยเรียนรู้จากอาจารย์
ในฤดูใบไม้ผลิ
ศษย์น้อยได้เรียนรู้เรื่องหินที่ถ่วงดวงใจมนุษย์
อันเป็นผลจากการกระทำของตัวเอง
ในฤดูร้อนศษยน้อยลุเข้าสู่วัยหนุ่ม
ได้เรียนรู้เรื่องความรัก ความใคร่ และออกเดินทางไปตามแรงดึงดูดแห่งโลกย์
ในฤดูใบไม้ร่วงศิษยน้อยที่บัดนี้เติบใหญ่ พกพาความกราดเกรี้ยวต่อโลกทั้งใบมาให้อาจารย์เฒ่าเยียวยา
ลุเข้าสู่ฤดูหนาวศิษย์น้อยรู้ตื่นแล้ว
และเมื่อผ่านสู่ใบไม้ผลิใหม่เขาได้กลายเป็นอาจารย์ชราส่งต่อสิ่งต่างๆจากรุ่นสู่รุ่น
.......................................................
เรื่องราวของหนังมีเพียงเท่านี้
แต่หนังเกาหลีฝีมือ คิมคีดุก ผู้กำกับจอมโหด เจ้าของหนังวิปริตเจ๋งๆอย่าง real fiction และ the isle
กลับก้าวข้ามจุดเดิมของหนังว่าด้วยพระเรียนรู้โลกที่เล่าเรื่องในทำนองเดียวกันก่อนหน้านี้ ทั้งsamsara และ โอเค เบตง ของบ้านเรา
เข้าสู่เรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่า สวยงามกว่า และโศกเศร้ากว่า
หนังเล่าเรื่องโดยอาศัยฤดูกาล
ฤดูเคลื่อนเปลี่ยน ชีวิตเติบโต
การเติบโตของเรานั้นคือสิ่งใด
มันคือการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
จากเซลล์ขยายตัวเพิ่มจำนวนจนเราเติบโตถึงขีดสุด
เซลล์จึงเริ่มสลายตัว ผิวหนังเหี่ยวย่นหย่อนคล้อยสู่ความตายอันรอท่า
แต่ไม่เลย
เพราะเซลล์เติบโตและตายไปในทุกๆวันๆของชีวิต
เกิด โต ตาย เกิด โต ตายเป็นเช่นนั้นวนเวียนกัน
และในเมื่อมีชีวิตอยู่ก่อนหน้าเรา
และแม้เราจะตายลงเราก็ได้สร้างชีวิตทิ้งเอาไว้
จากบรรพชนสู่รุ่นต่อๆมา
สิ่งที่เคลือบแฝงในรหัสพันธุกรรมแท้จริงแล้วล้วนคือการหมุนเวียนซ้ำของวงจรชีวิต
เมื่อหนังยกชีวิตเปรียบเทียบกับฤดูกาล
และฤดูกาลล้วนหมุนเวียนกลับมาใหม่เสมอ(เหมือนชื่อภาษาอังกฤษของหนังที่เริ่มจาก spring ย้อนสู่ spring อีกครั้ง)
มิใยเลยที่ความหายของชีวิตในหนังจะหมายถึงวงจรที่เกิดซ้ำๆ
แบบที่พระพุทธองวค์เรียกว่า วัฏสงสารนั่นเอง
บึงน้ำกว้างใหญ่มองไปทางไหนก็งดงาม(ภาพในหนังเป็นภาพที่-วิเศษมาก-ไม่ว่าจะฤดูไหน)

หากในตอนท้ายของเรื่อง
เมื่อศิษย์หนุ่มแบกพระพุทธรูปจำลองขึ้นไปบนยอดเขา
มองลงมาด้วยดวงตาพระพุทธองค์กลับพบบึงน้ำเป็นเพียงวงกลมเล็กๆที่ล้อมด่วยขุนเขา
เป็นวงกลมเหมือนวัฏกะแห่งชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ฉากหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง
ศิษย์หนุ่มสะบักสะบอมมากจากโลกภายนอก
เอากระดาษเขียนคำว่า-ปิด- แล้วปิด ตา จมูก ปากของตนอาจารย์เอาไม้ทุบตีด่าว่าโง่เง่า
แต่ท้ายที่สุด
อาจารย์เฒ่ากลับกระทำเช่นเดียวกัน
ก่อนจะกระทำอัตวินิบาตกรรม
บางทีนั่นอาจหมายถึง อยน่างไรเสียอาจารย์เฒ่าก็ยังเป็นมนุษย์
แม้ในฉากก่อนหน้าจะแสดงว่าท่านมีญาณวเศษขนาดเรียกเรือให้ลอยลำกลับมาหาได้
ท่านก็ยังคงเป็นมนุษย์
และเป็นมนุษย์ผู้มีกิเลส
การปิด หู ตา ขจมูก จรงๆก็คอ การ-ปิด-การรับรู้ของตนเองอันเป็นวิธีอย่าง่าย(และโง่เง่า)ที่เราเข้าใจว่าจะนำไปสู่การหลุดพ้น
แต่นั่นไม่ใช่หนทางแน่
นอกจากนี้บางทีการมาถึงของฉากดังกล่าว
อาจสะท้อนว่าบางทีอาจเคยเกดเร่องแบบนี้กับอาจารยมาก่อน
ทุกอย่างเวียนมาบรรจบครบรอบ
คล้ายเป็นวงจรประการหนึ่ง
หลังจากอาจารย์ตายลงและศิษย์หนุ่มกลับมาในฤดูหนาว
เขาเก็บกระดูกของอาจารย์ห่อผ้าแล้วนำมาใส่ไว้ในพระพุทธรูปที่ทำจากน้ำแข็ง
แม้จะเป็นพระพุทธรูป แต่เมื่อทำจากน้ำแข็ง
อย่างไรเสียเมื่อฤดูเคลื่อนเปลี่ยนก็ย่อมต้องละลาย
เฉกเช่นอาจารย์เฒ่าผู้ถือบวช ไม่ว่าจะแสวงหาหนทางหลุดพ้นสักเพียงใด(จนแทบจะกลายเดป็นตัวแทนของพระพุทธองค์)
อย่างไรเสียก็มีกิเลสอยู่
และการถือบวชก็คือที่พักชั่วคราว
ชั่วคราวเหมือนการมีอยู่ของพระพุทธรูปน้ำแข็ง
ก่อนจะย้อนเวียนสู่วัฏสงสารอีกครั้งด้วยการตายไปกลายเป็นงู
งูที่บางทีอาจหมายถึงกิเลสที่ยังคงอยู่
(ตามหลักพุทธหากเราละวางกิลสได้ เราจะหลุดพ้นจากวงัฏสงสารและจะไม่มาเกดอีก)
ถ้าการปิด-แทนทางออกที่โง่เง่า
หนังก็ได้เน้นย้ำเร่องการเปิดและปิด ด้วยการสร้างประตูขึ้น
มีประตูสองบานอยู่ในหนัง
บานหนึ่งตั้งอยู่ตรงปากทางเข้า
อีกบานอยู่ในอาราม
ประตูที่มักถูกทำขึ้นเพ่อเป็นทางเข้าออกจากผนังที่กั้นอยู่
แต่ประตูในหนังตั้งวางโดยไม่มีผนังกั้น
อาจหมายถึงหนทางที่มีอยู่มากมาย
แต่มีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง
เป็นหนทางที่ต้องก้าวผ่านประตูนั่นเอง
ครั้งเป็นศิษย์หนุ่มผู้เร่าร้อน
เขาเดนก้าวข้ามผนังอากาศไปหาเด็กสาว
และเมื่อเขากับเธอหนีไปเริงรักกัน
เขาก็ผลักประตูออกอย่างเร่งร้อน
อีกครั้งก็ร่วมรักอยู่บนเรือตรงประตูนั่นเอง
บางทีการหลุดพ้นก็อาจไม่ใช่แค่การเปิดการรับรู้
หากหมายถึงการเปิดประตูที่ถูกต้องสู่หนทางแห่งธรรม

เราได้เห็นการ-ปิด-อีกครั้ง
ในตอนที่หญิงสาวปิดหน้าอุ้มเด็กทารกมาหาอาจารยหนุ่ม
เราไม่รู้ว่าหญิงผู้นี้เป็นใคร
แต่เมื่อนางตายไปพระหนุ่มก็เอาเศียรพระพุทธรูปน้ำแข็ง(อันหมายถึงที่พักพิงชั่วคราวระหว่างการแสวงหาทางออกที่ไม่หลุดพ้น)
มาวางไว้แทนใบหน้านาง
บางทีนางอาจคือหญิงคนรักเก่าของชายหนุ่ม
เพราะหลังจากนั้นเขาก็เอาหินมาถ่วงตัวเอง
หินที่เม่อครั้งในฤดูใบไม้ผลิเขาเอามาถ่วงสัตว์ต่างๆ
จนอาจารย์เอาหินมาถ่วงตัวเขา
แล้วให้ออกไปหาสัตว์เหล่านั้น
หากสัตว์เหล่านั้นตายหินนี้จะถ่วงเจ้าไปตลอดชีวิต
อาจารยเคยบอกเช่นนั้น
คนเราทุกคนล้วนมีหินชนดนี้อยนู่คนละก้อน
บางทีหนนี้อาจชื่อ-- กรรม-
กรรมที่เราได้เคยกระทำเอาไว้
กรรมที่การหลบหนี(ด้วยการฆ่า หรอการปิดการรับรู้)ไม่อาจหลุดพ้น
กรรมที่แม้แต่การถือบวช หรอการแกะสลักคัม์บนพื้นอารามก็ไม่อาจลบล้างได้
กรรมที่ลบล้างได้ด้วยการ ชดใช้ และละวางเท่านั้น
........................................................
กลับมาคราวนี้คม คีดุก สงบ เยือกเย็น และลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะยังมีลายเซ็นของตัวเองอยู่ในการเล่าเรื่อง
ที่ยังคงเกี่ยวพันกับความลุ่มหลงทางเพศ การฆาตกรรม และวังวนที่ไม่อาจหลุดพ้น
(นี่เป็นครั้งที่ 2ที่เขาใช้บึคงน้ำเป็นฉากหลัง กลังจาก the isle แม้คคราวนี่จะตีความได้กว้างกว่าcต่บึงน้ำยังคงทำหน้าที่เป็นวังวนที่ไม่อาจหลุดพ้นอยู่ดี)
เพียงแต่ครั้งนี้หนังก้าวข้ามจากการลุ่มหลงในวังวนที่ไม่อาจหลุดพ้นเป็นการแสวงหาหนทางแทน
และเป็นไปได้มากที่ the isle และ real fiction จะเป็นช่วงเวลาที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าถึง
ถ้าหนังสามเรื่องก่อนหน้า(นับรวม bad guy ด้วย)พูดถึงความลุ่มหลงของคนหนุ่ม
หนังเร่องนี้อาจเป็นหลักหมายใหม่ของคิม คีดุก
ดังนั้นหนังเรื่องกน้าจึงน่าจับตาเป็นอย่างย่ง
................................................

หลังหนังจบผมเฝ้าครุ่นคิด
หนังไม่ได้ให้คำตอบวาเราจะหลุดพ้นจากกรมเพื่อหลุดพ้นจากวัฎสงสารได้หรือไม่
และต้องทำอย่างไร
เราเพียงเห็นการเปลี่ยนจากฤดูสู่ฤดู
จากรุ่นสู่รุ่น
มีนคงมีทางที่ถูกสู่ประตูนั้น
แม้เราจะหามันไม่พบและได้แต่วนเวียนในวัฏสงสารครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ในเมื่อมีบทเรียนจากคนรุ่นที่แล้ว
เราจึงยังพอคาดหวังได้ว่าสักวัน
เราจะพบประตูของพระพุทธองค์
ละวางและหลุดพ้นกันยเสียที

เห็นที่นี่มีแต่ไม่กล้าซื้อ = =;;;
ขอบคุณค่ะ
#1 By songsage on 2005-06-14 13:20