หญิงสาว


เธอชื่อมาร์เบิล แม่บ้านลูกสาม ที่ไม่ได้ทำงาน นิค สามีเธอเป็นหัวหน้าคนงานช่อมท่อประปา พวกเขามีลูกเล็กสามคน โทนี่ แองเจโล และ แมรี่ อาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆที่ดูอบอุ่นสวยงาม นิครักภรรยาและลูกของเขามาก มาร์เบิลก็เช่นกัน หากแต่ มาร์เบิล ไม่ได้เหมือนแม่บ้านทั่วไป เธออ่อนไหว เปราะบาง กว่าผู้คนทั่วไป นิค รักเธอสุดจิตสุดใจ แต่ก็อ่อนไหวต่อความเปราะบางของภรรยา หนำซ้ำเขาเองก็ทำงานหนักเกินไป ฉุนเฉียวอารมณ์ร้ายเกินไป ทั้งคู่อาจแตกต่างจากคนอื่น แต่ทั้งคู่ก็รักกันและกันอย่างลึกซึ้ง และหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องนั้น เล่าเรื่องคนที่รักกันมาก ภายใต้สถานการณ์ไม่เป็นใจเอาเสียเลย

ความปกติ


เมื่อใครคนหนึ่งสร้างครอบครัวกับใครสักคนหนึ่ง ทั้งคู่เล่นบทบาทของสามี ภรรยา แต่นอกเหนือจากนั้นยังมีบทบาทอื่นๆอีกมากมาย บทบาท ของ พ่อ และ แม่ ลูกชาย ลูกสาว ลูกเขย ลูกสะใภ้ เพื่อน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง หมอ คนไข้ บทบาทจะบ่งบอกสถานะหน้าที่ทางสังคม ที่ที่เราเป็นเพื่อดำรงคงอยู่อย่างปกติสุข สิ่งที่เราจำเป็นต้องเป็น ถูกทำให้เป็น เพื่อ ดำรงคงอยู่ อย่าง-ปกติ -สุข


แรงกด


คำ - ปกติ- นั้น ไม่ใช่คำที่หมายความถึงตัวของมันเอง จะว่าไปแล้ว ถ้อยคำใดๆในโลกนี้บล้วนไม่ได้หมายความถึงตัวของมันเองทั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกการให้ความหมาย ที่แท้แล้วล้วนอ้างอิงถึงสิ่งอื่นทั้งสิ้น ใครบางคนเคยเขียนไว้ในหนังสือบางเล่มว่า เราเอง ถือกำเนิดขึ้นจากศัตรูของเรา ผู้หญิงถูกให้ความหมายจากความแตกต่างจากผู้ชาย เพราะฉะนั้น ผู้ชาย ก็คือความแตกต่างจากผู้หญิง นรกคือความแตกต่างจากสวรรค์ และสวรรค์ก็คือความแตกต่างจากนรก เช่นนั้นแล้วความปกติ ย่อมคือความแตกต่างจากความไม่ปกติ มีความไม่ปกติ จึงมีความปกติ ในสายตาของนิค และลูกๆ มาร์เบิล เป็นเมียและแม่ที่ดี แต่ในสายตาของ ผู้คนอื่นๆ กลับเห็นว่ามันผิดปกติ แม่ของนิค ไม่อยากให้เธอเลี้ยงลูกๆของเขา หมอบอกว่าเธอบ้า เพื่อนร่วมงานแอบซุบซิบเรื่องเธอ เพื่อนบ้านไม่อยากให้ลูกๆเล่นกับลูกของเธอ และในที่สุด ความผิดปกติ สร้างแรงกดดัน แก่ครอบครัวของเธอ

แรงกด

จอห์น คาสซาเวสต์ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นดารา แล้วผันตัวมาเป็นผู้กำกับหลังจากท้าให คนฟังรายการวิทยุรายการหนึ่งส่งเงินมาให้ เพื่อที่เขาจะได้ทำหนังที่ ดีกว่า เรื่องที่เขาเล่นเสียอีก ซึ่งเขาก็ได้เงินจริง และทำหนังเรื่องshadow ออกมาจริงๆ และหนังมันก็ดีจริงๆ และการทำหนังของเขาก็เต็มไปด้วยแรงกดดันจริงๆเมื่อเขาเลือกที่จะไม่ร่วมทำงานกับสตูดิโอ กลายเป็นผู้กำกับอินดี้ คนสำคัญคนหนึ่งของอเมริกัน และ a woman under in influence เรื่องนี้ ซึ่งทำขึ้นด้วยเงินของเขาและ ปีเตอร์ ฟอล์ค พระเอกหนังเรื่องนี้ กลายเป็นงานชั้นมาสเตอร์พีซ บท มาร์เบิล ของ จีน่า โรวแลนดส์ ซึ่ง เป็นภรรยา ของ คาสซาเวสต์ เอง กลายเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่ง ทั้งของเธอเอง และของโลกภาพยนตร์

ความปกติ


หนังถูกถ่ายทำขึ้นอย่างเรียบง่าย ทั้งเรื่องแทบจะอยู่แต่เฉพาะในบ้าน นิค และ มาร์เบิล (ยกเว้นฉาก ที่ทำงานของนิค และ ฉากที่นิคกับลูกๆไปทะเล) อาศัยเพียงการแสดงของสองดารานำและบทภาพยนตร์ เท่านั้น


หญิงสาว

จีน่า โรวแลนดส์ ให้การแสดงที่อยู่ตรงกลางระหว่าง ความบ้า กับความอ่อนไหว เปราะบาง เมื่อเธอร่ายรำ ฮัมเพลง เราแทบไม่รู้เลยว่าเธอกำลังมีความสุข หรือกำลังบ้าคลั่ง เมื่อเธอพาผู้ชายมาที่บ้าน เราเกลียดเธอ แล้วเราก็ค่อยๆรับรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจเมื่อเธอตื่นมาร้องหาเด็กๆและบอกว่าผู้ชายคนนั้นคือนิค ตอนนั้นเราสงสารเธอจับใจ จีน่า โรวแลนดส์ ทำให้บทของผู้หญิงคนหนึ่งที่อาจถูกมองเป็นผู้หญิงบ้า กลายเป็นบทที่มีมิติ เธอดูสวยงาม อ่อนไหว ในขณะเดียวกันก็เหมือนระเบิดเวลา ฉากที่เธอบ้าคลั่ง วินาทีหนึ่งเรากลัวเธอ วินาทีหนึ่งเราอยากกอดเธอไว้แน่นๆ แล้วบอกรักเธอ ในขณะที่ ปีเตอร์ ฟอล์ค ถ่ายทอดภาพของ ชายชนชั้นแรงงาน ที่แม้จะรักภรรยามากแต่ก็ไม่รู้จะจัดการยังไงกับภาะวความอ่อนไหวของเธอ เขาโมโหฉุนเฉียวที่เพื่อนร่วมงาน นินทาเมีย แต่ลึกๆเขาก็ยอมรับ ฉากหนึ่งเขาบอกกับลูกน้องว่าเธอไม่ได้บ้า อาจแค่ผิปกติ แต่ไม่ได้บ้า เขาดูอ่อนไหวมาก
และในฉากสำคัญเมื่อมาร์เบิล คลั่ง เขากอดเธอไว้ บอกซ้ำๆว่ารักเธอ นาทีต่อมา เขาอาละวาด ตะคอกเธอ ปีเตอร์ ฟอล์ค ทำให้เราเชื่อได้ว่าเขาสามารถทำได้ทั้งสองอย่าง ในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่การแสดง หรือบุคลิกเฉพาะ แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
อีกฉากที่ยอดเยี่ยมคือฉากที่เขาพาลูกๆไปทะเลตามลำพัง เด็กๆไม่เป้นสุข เขาก็ด้วย ลงเอยด้วยการแบ่งเบียร์กันกินกับเด็กๆตอนขากลับ เขาเสียใจที่ส่งเมียเข้าโรงพยาบาลบ้า แต่ก็กลัวว่าเขาจะไม่สามารถควบคุมเธอได้อีกต่อไป ในขณะที่บรรดาตัวประกอบก็แสดงได้อย่างน่าทึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กๆ ไล่เรื่อยไปจนถึงบทแม่ของ นิค ซึ่งได้ แคทเธอรีน คาสซาเวสต์ แม่ของผู้กำกับมาเล่นเอง ( บทแม่ของมาร์เบิลหนังได้ เลดี้ โรว์แลนดส์ แม่ของ จีน่า โรวแลนดส์ จริงๆมาเล่นด้วย ) ซึ่งเธอเล่นได้อย่างสมบทบาท จนเราเข้าใจเธอแต่ก็อยากจะโยนเธอออกนอกบ้านด้วย

หญิงสาว ภายใต้แรงกดของความปกติ

และสิ่งที่หนังต้องการบอกเล่า และตั้งคำถามถึงไม่ใช่ หญิงสาว หากคือ แรงกด และความปกติ หนังตั้งคำถามตรงๆว่า ครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่ง จะมีชีวิตอย่าง-ปกติสุข ได้หรือไม่ หนังให้แทบจะทั้งเรื่อง การอยู่ร่วมของครอบครัว มักถูกขัดจังหวะด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ นิคไม่กลับบ้านเพราะติดงาน(เขาแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่ารักครอบครัวแค่ไหนในฉากนี้) แต่เขาก็พาเพื่อนร่วมงานขโยงใหญ่มาบ้าน เสียงโทรศัพท์ กริ่งประตู ผู้คน มักปรากฏขึ้นทันทีที่ทุกอย่างกำลังจะเข้าที่เข้าทาง และผู้คนรอบข้าง (ซึ่งคิดว่าตัวเองปกติ) มองดูมาร์เบิล ผู้ซึ่งไม่ปกติ หากวัดความปกติด้วยไม้บรรทัดของคนอื่นๆ และไม่พยายามเลยสักนิดที่จะเข้าใจเธอ ผู้คนพากันหวาดวิตก เรื่องเธอกับลูก เรื่องเธอกับนิค กดดันจนเธอแทบจะบ้า และนิคต้องส่งเธอเข้าโรงพยาบาลบ้า (ในฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหนัง นิคกอดเธอไว้แน่น และเธอสงบลง ก่อนที่หมอจะเข้ามา และแม่ของนิค คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ที่ส่งผลทำลาย คนทั้งคู่อย่างน่าเจ็บปวด (และผมร้องให้อย่างหนักในฉากนี้โดยไม่มีเหตุผลเลย))

และหลังจากกลับจากโรงพยาบาลบ้า มาร์เบิล เลิกร้องเพลง หรือเต้นรำ เลิกสวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด หันมาแต่งตัวเรียบๆ และเงียบใบ้ต่อทุกเรื่อง เธออาจเป็นมาร์เบิลผู้เป็นปกติ แต่คนดู และนิค กลับรู้สึกผิดปกติอย่างรุนแรง และเป็นนิคที่กดดันเธอ บางทีเราไม่ได้แต่เป็นเหมือน แม่ของนิค ที่อยากเห็นผู้คนเหมือนๆกัน(ด้วยความเชื่อมั่นว่าความเหมือนกันคือความถูกต้องปกติ) แต่เราเป็นเหมือนนิค ที่ตกอยู่ใต้ความกดดันของความปกติ ทั้งที่ตัวเองก็รู้และเข้าใจ พอมาร์เบิลเป็นปกติ นิคกลับโกรธ และกดดันเธอซ้ำ เราเป็นแบบนั้น กลัวที่จะต่างแต่กลัวที่จะเหมือน ลักลั่นอยู่ตรงกลาง กดดันทั้งตนเองและผู้คนรอบข้าง บางทีถ้านิคกล้าพอที่จะไล่ทุกคนไป (ฉากกลับบ้านของมาร์เบิล เขาเชิญคนมาเยอะแยะและไม่กล้าไล่ใครกลับบ้าน) กล้าที่จะกอดมาร์เบิลให้นานกว่านี้ บางที มาร์เบิลอาจไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลบ้า บางที นิคอาจไม่ตบเธอ และเขาอาจไม่ต้องถูกเด็ก ๆ (ซึ่งเข้าใจแม่ได้มากกว่าใคร ) ชกเอา (ฉากนี้ผมร้องให้โดยไม่มีเหตุผลอย่างมากมายอีกรอบ)

และในตอนจบ เป็นฉากเดียวที่ทั้งครอบครัวได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบ ปราศจากผู้คน (แรงกดดัน) โทรศัพท์ดังขึ้นขณะพวกเขาจัดเตียง แต่ไม่มีใครรับ เพราะความปกติไม่ใช่การอยู่ร่วมกับผู้อื่น (และยอมสูญเสียตัวเอง) หากคือการอยู่ร่วมกัน อย่างเป็นสุขต่างหาก

คารวะ จอห์น คาศซาเวสต์ จีน่า โรวแลนดส์ และ ปีเตอร์ ฟอล์ค คนละหลายๆจอกเลยครับ



หาข้อมูลหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่



หาอ่านเรื่อง จอห์น คาสซาเวสต์ แบบเต็มๆ(กว่านี้) ได้ใน ไบโอสโคป ฉบับ28 ปก lost in translation ครับ
ตัวหนังนั้นหาได้ที่ร้านพี่คนนั้นเช่นเคยครับ(ปกสวยมาก ทั้งชุด)

http://www.imdb.com/title/tt0072417/

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet