drifting clouds หมู่เมฆล้วนลอยเลื่อนเพื่อเคลื่อนไป/FS
posted on 05 Jun 2005 09:37 by filmsick in humanism, see-it-and-die
.......................................
นี่คือเรื่องของอิโลน่า สาวเสริ์ฟวัยสามสิบแปดในภัตตาคารเก่าแก่ชื่อดูบรอฟนิค เธอเป็นหัวหน้าบริกรที่ยอดเยี่ยม และรักในงานที่ทำอยู๋ ลอรี่ สามีของเธอเป็นคนขับรถราง ทั้งคู่มีชีวตอยู่ในบ้านเล็กกับหมาตัวหนึ่งและข้าวของที่ผ่อนซื้อ (ผ่อนชั้นหนังสือหมดเราจะได้มีเงินซื้อหนังสือมาใส่ชั้น ลอรี่บอก) จนกระทั่งวันหนึ่ง บริษัทรถรางขาดทุนและต้องปลดคนงานออกด้วยวิธีหยิบไพ่และลอรี่เป็นผู้แพ้ ขณะที่จู่ๆร้านดูบรอฟนิคถูกซื้อต่อไปทำร้านอาหารที่มีทีมงานมาเองใหม่หมด ทีมงานของดูบรอฟนิครวทั้งอิโลน่าจึงถูกเลิกจ้าง ลอรี่กับอิโลน่าตกงานพร้อมกันและหนังพาเราไปดูเรื่องราวของคนสองคนที่พยายามต่อสู้ชีวตอย่างไม่ย่อท้อ ในขณะที่เมฆหมอกแห่งอุปสรรคคลี่คลุมชีวิตของพวกเขา
.........................................
ผู้กำกับ อากิ คารอสมากิ เล่าเรื่องด้วยวิธีเฉพาะ ภาพที่เหมือนจากถ่ายในโรงถ่ายมากว่าถ่ายในสถานที่จริง ตัวละครแสดงออกแต่เพียงน้อย (ใบหน้าอมทุกข์ของKati Outinen ที่จะเป็นนางเอกประจำของหนังทั้งสามเรื่องนี้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของหนังไปเลย)
และเพลงประกอบสุดแสนไพเราะ ท่าทีการเล่าเรื่องที่ไม่ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของตัวละคร (ไม่มีดนตรีโหมโรง ไม่มีฉากบีบน้ำตา ไม่มีการแสดงอารมณ์รุนแรง) แต่ไม่ได้มองโลกด้วยดวงตาแห้งผากร้างไร้ (ไม่มีการซ้ำเติมชะตากรรมตัวละคร ไม่มีฉากฟูมฟายบีบคั้น ไม่มีการเสียสละ ไม่มีคนตาย) หนังปล่อยให้ชะตากรรมทำหน้าที่ของมัน และให้ตัวละคร ทำหน้าที่ตอบรับชะตากรรมด้วยท่าทีเงียบเชียบ พวกเขาจน เจ็บปวด ถูกโกงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คารอสมากิแสดงให้เห็นว่ามีแต่ความรักเท่านั้นที่เอาชนะอุปสรรคได้
ลอรี่กับอิโลน่ารักกัน แม้ไม่มีการพร่ำคำหวาน แต่เกิดจากการกระทำ ลอรี่ซิ้อดอกไม้ให้อิโลน่า ชงกาแฟให้เธอ และออกไปต่อยกับเจ้าของร้านกาแฟที่โกงเมียของเขา(แล้วไม่กล้าเข้าบ้านเพราะโดนซ้อม ฉากนี้โรแมนติคมาก) อิโลน่าดูแลลอรี่เวลาเมา คอยปรามเงลาเขาอารมณืร้อน คอยหาอาหารให้ ตลอดเรื่องทั้งคู่ไม่เคยถกเถียงกันรุนแรง (ลอรี่ออกจากบ้านไป พอกบัมาอิโลน่าย้ายไปอยู่กับน้องสะใภ้ พอตามไปง้อ เธอบอกว่าเธอเก็บกระเป๋าตั้งแต่รู้ว่าเขาจะมา) หากจับมือกันก้มหน้ารับชะตากรรมซวยซ้ำซวยซ้อนไปด้วยกัน อยู่ด้วยกันจนหมู่เมฆมืดทะมึนที่คลี่คลุมนั้นคลี่คลาย
ในฉากสุดท้ายที่เราเห็นสองผัวเมียอุ้มหมายืนมองท้องฟ้า(ที่คอริสมากิไม่เคยถ่ายให้เห็นแต่เอามาเป็นชื่อหนัง) เราก็รู้ได้ทันทีว่า นั่นคือหมู่เมฆที่เคลื่อนผ่านไป(drifting cloud) และหนังเต็มไปด้ยประกอบที่มีเสน่ห์(เช่นเดียวกับthe man without past) ตัวละครอย่าง คนเปิดประตูที่ไม่รู้จะไปทำอะไรดี หรือพ่อครัวขี้เมา หรือคุณนายเจ้าของร้านใจดี ทำให้เรารู้สึกอยากติดตามเรื่องนิ่ง ๆ การแสดงน้อยๆ และฉากเชยๆเหล่านั้นไปเรื่อยจนกลายเป็นเอาใจช่วยโดยไม่รู้ตัว
...........................................................

และส่วนที่ผมชอบที่สุดคือเพลงประกอบ เพลงประกอบไพเราะที่มีท่วงทำนองสวยงามแต่เนื้อหาแสนเศร้าเหล่านั้น บางทีอาจเหมือนกับหนังเรื่องนี้(และเรื่องอื่นๆของคอริสมากิ) บอกเล่าเรื่องราวเศร้า ด้วยอารมณ์ที่ไม่ฟูมฟาย และมีผลลัพทธ์สุดท้ายอันอบอุ่นงดงาม
........................................................
หลังปกหนังบอกว่า หนังที่ดีไม่จำเป็นต้องมีพลอตซับซ้อน หรือยอกย้อนเงื่อนไขเวลา หรือบทสนทนาเฉียบคม แต่อาจเป็นหนังที่เล่าเรื่องง่ายๆด้วยวิธีง่ายๆ แต่มีจังหวะจะโคน หนังเรื่องนี้เป้นตัวอย่างที่ดีชิ้นหนึ่ง ที่พอจะเป็นตัวแทนของข้อความ -เรียบง่ายแต่งดงาม-
......................................................

หมู่เมฆล้วนลอยเลื่อนเพื่อเคลื่อนผ่าน นี่เป็นความจริงประการหนึ่ง ที่หลายคนอาจไม่เข้าใจ เมื่อหมู่เมฆมาถึง พวกเขาจึงวิ่งหนี บ้างก็ก่นด่าชะตากรรม บ้างก็ยอมแพ้ แต่หากเรารอ หมู่เมฆก็ล้วนลอยเลื่อนเพื่อเคลื่อนไป และฟ้าใหม่ข้างหลังนั้น งดงามเสมอ

#1 By ดพ่ดัก่ก่ (203.172.201.1 /10.250.224.5) on 2007-06-01 15:17