A city of sadness อาดูรแห่งแผ่นดิน /FS
posted on 05 Jun 2005 10:13 by filmsick in see-it-and-die
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1947 หลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมกับความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น ประเทศไต้หัวนกลับคืนสู่อ้อมอกของจีน ภายใต้การนำ ของ เจียง ไคเช็ก และพรรคก๊กมินตั๋ง ชาวไทเปล้วนรื่นเริงยินดี ก่อนจะพบความจริงเจ็บช้ำ เช้าวันนั้น หญิงสาวผู้หนึ่ง ถูกจับกุมและทุบตีอย่างทารุณ ด้วยข้อหาขายบุหรี่ โดยไม่มีใบอนุญาต นำมาซึ่งจุดแตกหัก ของประชาชนชาวไต้หวัน ซึ่งหลังจากถูกปกครองโดยญี่ปุ่นร่วม 50 ปี ก็กลับถูกประเทศจีนที่เป็นแผ่นดินแม่ เอารัดเอาเปรียบซ้ำซาก รัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของเฉิน อี้ กดขี่ข่มเหง รีดนาทาเร้นสารพัด จนกระทั่ง วันนั้น จากเรื่องเล็กน้อย ลุกลามไปใหญ่โต ผู้คน เริ่มลุกขึ้นต่อต้านการปกครองแบบกดขี่ของพรรคก๊กมินตั๋ง นำมาซึ่งเหตุการณ์2/28 ที่มีบรรดา นักศึกษา ทนายความ แพทย์ ผู้นำชุมชน ถูกสังหารหมู่ไปร่วม 18000 28000 คน ส่วนที่เหลือหนีกระเซอะกระเซิงเข้าป่า บ้างถูกจับและจับกุมคุมขังอยู่จนกระทั่งกลางยุค 80 และรัฐบาลเรียก การกระทำครั้งนั้นว่า white terror
โหวเสี่ยวเชี่ยน เลือกหยิบเอาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่ยากจะลืมเลือนนั้นขึ้นมาเป็นฉากหลัง สำหรับ หนัง a city of sadness
หากแต่ตลอดเวลา 157 นาทีของหนัง เราแทบจะไม่ได้เห็นส่วนเสี้ยวใดๆ ในเหตุการณ์นั้นเลยเพราะหนังจับภาพที่ครอบครัวตระกูลหลิน ขณะที่ นั่งกินข้าว ล้างจาน เล่นไพ่ กินเลี้ยง
ตระกูลหลินมีพ่อผู้เป็นเจ้าของธุรกิจเดินเรือ ขนส่งข้าวและน้ำตาล ในยุคสมัย ญี่ปุ่นปกครอง เขาถูกเรียกเป็นยากูซ่า คอยช่วยเหลือชาวไต้หวัน หลินเหวินเฮียง ลูกชายคนโต รับช่วงกิจการของพ่อ ขณะที่ลูกคนรองซึ่งเป็นหมอ สูญหายไปในฟิลิปปินส์ระหว่างสงคราม ลูกคนที่สาม หลินเหวินเหลียง เสียสติจากสงคราม แต่พอฟื้นตัวได้ก็ตั้งตนเป็นมาเฟียกระด้างกระเดื่อง จนถูกซ้อมแล้วเสียสติไปจริงๆ ขณะที่ลูกชายคนเล็ก อย่าง หลิน เหวิน ชิง ผู้ซึ่ง หูหนวกและเป็นใบ้ ใช้ชีวิตเป็นช่างภาพ เปิดร้านถ่ายรูปเล็กๆอยู่ไม่ไกลากบ้านมากนัก และชะตากรรมของทั้งสี่พี่น้อง ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับชาวไต้หวันทั้งหมดทั้งมวล ที่ไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนใดก็ตาม ก็ล้วนได้รับผลกระทบจากระบบการเมืองการปกครองทั้งสิ้น ในส่วนของเหวินเฮียง นักธุรกิจซึ่งประกอบกิจการสุจริต ถูกคุกคามจากการกระทำของน้องชายและสมัครพรรคพวก ในขณะที่ เหวินเหลียงถูกชักนำด้วยเงินตราและอำนาจ เหิวนชิง ในฐานะปัญญาชน แม้จะหูหนวกและเป็นใบ้ ยังไม่อาจทนมองเห็นผู้คนถูกกดขี่ได้อีก กระทั่งพี่ชายคนรอง เป็นหมอรักษาผู้คน ก็ต้องตกตายในสงคราม ยังไม่นับรวมถึงภรรยา ของพวกเขา และเด็กๆลูกหลานของพวกเขาที่เกิดมาท่ามกลางความแปรเปลี่ยน

และแน่แนอนที่เนื้อแท้ของหนังนั้นล้วนพูดถึงการมีชีวิท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ตัวโหวเสี่ยวเชี่ยนนั้นเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ อพยพมาอยู่ไต้หวันในตอนที่เป็นเด็ก เขาพยายามจะกลับไปใช้ชีวิตในแผ่นดินใหญ่หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินได้ ในฐานะของผู้คนที่ไม่อาจกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินแม่ การดำรงคงอยู่ที่ไหนสักแห่งคงเป็นเรื่องยากลำบากเป็นแน่แท้ และสิ่งเหล่านั้นถูกถ่ายทอดผ่านตัวละคร เหวินชิง ผู้ซึ่งหูหนวก และเป็นใบ้ (ที่สำคัญเขาเป็นช่างภาพ) และรับบทโดยเหลียง เฉาเหว่ย
เหวินชิง ไม่อาจสื่อสารกับผู้คนได้มากมายนัก เขาต้องพกกระดาษดินสอเพื่อเขียนบอกเล่าคำพูดของตน คนที่ดูจะสื่อสารรู้เรื่องมีเพียง ฮิโนเอะ เพื่อนสนิท และฮิโนมิ น้องสาวของฮิโนเอะ ที่สานสัมพันธ์สวยงามกับเหวินชิง ฉากหนึ่งขณะที่กลุ่มปัญญาชนพูดคุยเรื่องการเมือง ฮิโนเอะกลับเล่าเรื่องดนตรีให้เขาฟัง เพลงพื้นบ้านเก่าของเยอรมัน และตำนานโบราณ ราวกับความรักต่างหากที่จะให้พวกเขาผ่านชีวิตยากลำบากนี้ไปได้ ซึ่งในส่วนความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ หนังถ่ายทอดออกมาอย่างง่ายๆ โดยการปล่อยให้ทั้งคู่ฟังเพลงร่วมกัน(ทั้งๆที่เหวินชิงไม่ได้ยิน ) อ่านบทกวี ถ่ายรูป ทุกฉากไม่มีการแตะเนื้อต้องตัวกันเลยแม้แต่น้อย แต่ในฉากหนึ่งเมื่อ ฮิโนมิตัดสินใจมาตามหาเหวินชิงที่บ้าน และทั้งคู่นั่งคุยกันเรื่องฮิโนเอะบนโต๊ะกินข้าว ระยะห่างที่พอเหมาะพอเจาะ กลับทำให้คนดูรับรู้ถึงความรักของทั้งคู่ได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็เช่นกัน กระทั่งทั้งคู่จะเลือกใช้ชีวิตเรียบง่าย ผลกระทบจากระบบการเมืองยังคงตามมามีอิทธิพลต่อชีวิตพวกเขาในท้ายที่สุด
หนังเลือกถ่ายทำโดยการวางกล้องจากระยะไกล เดราไม่ได้เห็นหน้าตัวละครชัดๆบ่อยนัก เห็นเพียงภาพกว้างๆว่าใครกำลังทำอะไรสักอย่าง กล้องเคลื่อนที่แต่เพียงน้อย ดูราวกับได้รับอิทธิพลจากปรมาจารย์ ยาสุจิโร่ โอสุ(และทาตามิชอตอันลือลั่น ซึ่งต่อมา โหวเสี่ยวเชี่ยน สร้าง cafe ' lumiere เพื่อคารวะโอสุโดยเฉพาะ) กีดกันคนดูออกจาการมีส่วนร่วมในอารมณื หากทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แม้ส่วนหนึ่งจะทำให้หนังน่าเบื่อ(เนื่องจากเหตุการณ์ที่สังเกต มักไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ แต่อย่างไรก็ดี ความนิ่งในหนังของโหวเสี่ยวเชี่ยน แตกต่างจาก ความนิ่งในหนังของไฉ้หมิงเลี่ยง ผู้กำกับร่วมชาติ รายหลังนั้นในความนิ่งของเขามักสะท้อน การปิดกั้น ความหม่นเศร้าหดหู่ ในขณะที่ความนิ่งของโหวเสี่ยวเชี่ยนนั้นเป็นภาวะ นิ่งลึกสุขุม ราวกับเป็นเพียงการสังเกตการณ์มากกว่าการเจาะลึก ) แต่อีกส่วนหนึ่ง เรากลับมองเรื่องราวในฐานะ ของคนนอก ชะตากรรม ของตัวละครล้วนเป็นของเขาเอง และเราไม่อาจกระทั่งเอาใจช่วย ทำได้เพียงเฝ้ามองห่างๆ ค่อยๆรับรู้ภาพรวมมากกว่าภาพเฉพาะของคนใดคนหนึ่ง ก่อร่าสร้าง ความเห็นอกเห็นใจและเป็นส่วนหนึ่ง ต่อเรื่อง ไม่ใช่ต่อผู้คนในเรื่อง
.............................................................................

และบางที ทั้งเหวินชิง โหวเสี่ยว เชี่ยน และไต้หวันในยุคสมัยนั้นก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน
แปลกแยกทั้งต่ออดีต(การปกครองของญี่ปุ่น) และปัจจุบัน (การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋งภายใต้การนำของเฉินอี้) และอนาคตอันมิอาจรู้ทิศทางหนังฉายภาพเส้นทางบนเนินเขาทอดออกไปไกลในทะเลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับจะบอกเล่าเส้นทางคนทุกข์ และ ราวกับจะตั้งคำถามต่อไปในเบื้องหน้า ในทะเลอันไกลแสนไกล ชีวิตหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร
หนังคว้ารางวัล สิงโตทองคำ ปี 1989 จากเบอร์ลิน มา ซึ่งก็สมราคาที่ได้รางวัลครับ
ดูข้อมูลหนังได้ที่นี่ครับ
http://www.imdb.com/title/tt0096908/
ข้อมูลประวัติศาสตร์ในยุคนั้นผมได้มาจากที่นี่ครับ
http://www.taiwandc.org/228-intr.htm

#1 By juicy (123.165.116.154) on 2011-01-12 14:04