big fish วิธีที่เรา-เล่า-ชีวิต
posted on 04 Jun 2005 14:16 by filmsick in love-is-all-around
นี่เป็นเรื่องเล่าของเอ๊ดเวิร์ด บลูม
ชายหนุ่มจากแอชตั้น อลาบามา
เอ๊ดเวิร์ด เติบโตขึ้นในเมืองเล็กๆ
เมืองที่หัวใจของเขาโตเกินกว่าที่จะอาศัยอยู่ได้
เอ๊ดเวิร์ดออกเดินทางไปผเชิญโชค พบเมืองที่น่าจะอาศัยอยู่ได้ชั่วชีวิต
แต่เขาก็จากมา
พบมิตรภาพจากผองเพื่อนมากมาย
พบหญิงคนรัก คนที่เขายอมทำทุกอย่างเพื่อจะได้สร้างครอบครัวเล็กๆกับเธอ
มีลูก และทำงานหนัก จนกระทั่งแก่ชรา
เป็นชีวิตสุดแสนจะธรรมดาเหมือนชีวิตอื่นๆอีกนับล้าน
ดิ้นรนอย่างเงียบเชียบไปตามหนทางเฉพาะตน
เกิดขึ้น มีอยู่และดับไป
แต่นั่นไม่ใช่วืธีที่เอ๊ดเวิร์ดใช้อธิบายชีวิตของตนเอง
แน่ล่ะใครๆก็ชอบเอ๊ดเวริ์ด เพราะเอ๊ดเวิร์ด ชอบพบปะผู้คนและมักมีเรื่องเล่าสนุกๆเสมอ
เรื่องเล่าสนุกๆที่มาจากเรื่องจริงที่ดูแสนจะจืดชืดของเขา
ทุกๆคนชอบเอ็ดเวริ์ดเว้นแต่ลูกชายคนเดียวของเขา
ลูกชายผู้ซึ่งไม่เชื่อแม้แต่น้อยว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริง
ลูกชายที่ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า-จริงๆแล้ว-พ่อเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่
และในช่วงสุดท้ายของชีวิตเอ๊ดเวริ์ด บลูม
ทั้งคู่กลับมาอยู่ร่วมและเรียนรู้ที่จะเข้าใจ ในวิถีของ-ปลาใหญ่-ร่วมกัน
....................................

หนังเล่าเรื่องราวกับว่าชีวิตของเอ็ดเวริ์ดเป็นเทพนิยาย
ไม่ว่าจะเป็นวิธีการที่เขาโตเร็วผิดปกติ
เห็นความตายในตาปลอมของแม่มด
ไปทำงานในคณะละครสัตว์
สร้างทุ่งดอกไม้ให้หญิงคนรัก
พบเจอเมืองสเปกเตอร์อันประหนึ่งดินแดนสวรรค์ที่หญ้านุ่มจนแทบไม่ต้องสวมรองเท้า
เรื่องเล่าที่เหนือจริงเหล่านั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องเหนือจริงไร้สาระแต่อย่างใด
หากมันคือการ-มอง-ชีวิตในนรูปแบบที่ต่างไป
หนัง(และตัวเอ็ดเวริ์ดเอง)เปรียบเทียบตัวเองเป็นปลา
ตอนที่เขาโตเร็วเกินร่าง เขาค้นพบเรื่องราวเกี่ยวกับปลาทองที่จะโตขึ้นตามขนาดของอ่างที่เลี้ยงมันไว้
หลังจากนั้นนหนังเปรียบเทียบปลากับเอ็ดเวริ์ดอีกหลายครั้ง
ปลาใหญ่ที่เอ็ดเวริ์ดจับด้วยแหวนทอง(มุขนี้ในตอนต้นเรื่องน่าประทับใจมาก)
ปลาที่เขาเห็นเป็นหญิงสาวในเสปกเตอร์
เด็กหญิงเจนนี่(ที่ต่อมากลายเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเอ๊ดเวริ์ด)บอกเขาว่า
-คนเราจะเห็นปลาในลักษณะที่แตกต่างกัน-
รวมไปถึงการที่เอ็ดเวริ์ดผู้ชรานิยมการดื่มน้ำและแช่น้ำราวกับเป็นปลา(อัลเบิร์ต ฟินนีย์ให้การแสดงพิเศษที่นอกจากต้องแสดงเป็นชายชราผู้น่ารักแล้วยังต้องทำให้ตัวเองมีลักษณะกึ่งๆปลาในวิธีการพูดอีกต่างหาก)
หากเราเปรียบเทียบ-ปลา-ว่าหมายถึง-ชีวิต-
บางทีการที่เราต่างมองเห็นปลาในรูปแบบที่แตกต่างกัน ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากคือการมองชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกัน
วิล ลูกชายของเอ็ดเวริ์ดอธิบายชีวิตในรูปแบบหนึ่ง(ต่อมาเขาค่อยๆเห็นปลาทีละนิดๆตามเวลาที่เขาเริ่มเรียนรู้พ่อเขามากขึ้น)
ในขณะที่เอ็ดเวริ์ดบอกเล่าชีวิตจากอีกรูปแบบ
เราเองก็เช่นกัน
บางทีมันไม่สำคัญหรอกว่าชีวิตเราจะเป็นแบบไหน
ยืดยาวหนาวเหน็บ จืดชืดน่าเบื่อ หรือ ยิ่งใหญ่น่าชื่นชม
หากมันสำคัญอยู่ตรงที่ว่าเรา-อธิบาย- ชีวิตแบบไหนเรา-บอกเล่า-ชีวิตเราอย่างไรต่างหาก
เพราะแท้จริงแล้ว-ชีวิต-ล้วนประกอบด้วยเรื่องเล่าเล็กๆมากมายร้อยต่อเนื่องกัน
บางเรื่องอาจเจ็บปวดขมขื่น บางเรื่องอาจตื่นเต้นระทึกขวัญ และแม้โดยมากจะจืดชืดน่าเบื่อ
แต่หากเพียงเราลองมองมันจากมุมอื่นเราอาจพบแง่งามมากมายในชีวิตนั้น
ซึ่งนั่นเป็นคนละเรื่องกับการหลีกหนีความจริง
เพราะเมื่อวิลล์ค้นลึกลงไป
ร่องรอยความจริงงดงามมากมายปรากฏขึ้น
เหมือนที่แม่เขาว่า -ไม่ใช่ทุกเรื่องที่พอ่เล่าจะโกหกไปเสียหมดหรอก-
เว้นแต่เราเลือกจะเชื่อว่ามันโกหก
เหมือนที่เราเลือกจะเชื่อว่าเราเป็นเพียงปลาทองในอ่างเล็กๆ
วนเวียนในโลกแคบๆของเรา
มากกว่าที่จะเชื่อว่าเราเป็นปลาใหญ่ที่จะกลายเป็นตำนานนิรันดร์
มันขึ้นอยู่กับวิธีที่เราเลือกจะเชื่อเท่านั้นเอง
และในตอนท้าย
เมื่อวิลล์ต้องเป็นฝ่ายเล่า มองโลกผ่านมุมของพ่อบ้าง
เขาจึงได้เข้าใจถึงแง่งามของการมีชีวิตอยู่
เพื่อพร้อมที่จะส่งต่อ-ปลาใหญ่-ให้กับลูกชายของเขาต่อไป
................................

นอกจากจุดมุ่งหมายหลักนี้แล้ว
หนังยังวางเรื่องราวเหนือจริงต่างๆให้ซ่อนนัยยะเล็กๆแห่งการใชั-ชีวิตเฉกปลาใหญ่-เอาไว้มากมาย
ความตายในตาแก้วของแม่มดที่เอ็ดเวริ์ดมองเห็น
แล้วบอกว่าในเมื่อเราต้องตายอยู่ดีประโยชน์ใดเล่าที่จะมาหวาดกลัว
เมืองสเปกเตอร์แสนงามที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากจากไป
เมืองที่คล้ายเราจะตั้งรกรากไปได้ชั่วชีวิต
ในเมืองนั้นมีกวีชื่อ นอร์เทอร์ วินสโลว์(สตีฟ บุสเซมี่ ขาประจำของลุงทิม ออกมาขโมยซีนเหมือนเช่นเคย)
ผู้ใช้เวลาสิบสองปีเขียนกวีเพียงสามบรรทัด
เหมือนจะบอกว่าบางครั้งความเงียบสงบอบอุ่นก็อาจเป็นเสมือนกรงดอกไม้ได้เช่นกัน
(แม้หลังจากนั้น นอร์เทอร์จะเลิกเป็นกวีหันมาเป็นโจรปล้นธนาคารและนักธุรกิจวอลลสตรีทก็ตาม)
มนุษย์หมาป่าที่ดูน่ากลัวที่จริงก็แค่ต้องการคนรักเอาใจใส่
ซึ่งเหตุการณ์เล็กๆเหล่านี้เพิ่มเสน่ห์ให้กับหนังอย่างเหลือเชื่อ
.................................

หนังได้การแสดงที่น่าจดจำจากทั้งอัลเบริ์ต ฟินนีย์(เจ๋งสุดๆ) เจสสิก้า แลงจ์ และ ยวน แมคเกรเกอร์ในบทเอ็ดเวริ์ดวัยหนุ่มผู้เต็มไปด้วยพลังแห่งวัยหนุ่มเต็มที่
นอกจากนี้ เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์(เมียผกก.)ยังแอบมารับสองบทซ้อนให้ได้ดูกันอีก
และหนังภายใต้การรับผิดชอบของทิม เบอร์ตัน ผู้กำกับจอมมืด(ที่แสนจะโรแมนติค)
หนังเรื่องนี้ถูกฉาบทาด้วยสีสันสว่างสดใส
แบบเดียวกับ edward scissorhand และ mars attack(นับรวม planet of the apesไปด้วยก็ได้)
ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับชุดหนังอย่าง batman, batman returns , beetlejuice และed wood
หนังสองชุดจากผู้กำกับคนเดียวกันที่มีวิธีการใช้สีตรงข้ามกัน
แต่กลับมีจุดร่วมกันอย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะหนังของเขา ไม่ว่าจะใช้รูปแบบของสีใด มันล้วนมุ่งเสนอถึงความแปลกแยกจากโลกจริงเสมอ
เป็นโลกเฉพาะที่มีอยู่แต่บนแผ่นเซลลูลอยด์ของลุงทิมเท่านั้น
นอกเหนือจากสีสันและฉากที่ออกแบบอย่างสวยงาม(แต่แฝงความพิลึกแบบลุงทิม อย่าเช่น รองเท้าที่แขวนเรียงเป็นซุ้มโค้งรายตรงทางเข้าเมืองหรือต้นไม้ประหลาดที่มีรถไปค้างอยู่บนต้น )
ตัวละครพิลึกพิลั่นแต่เปี่ยมเสน่ห์ เป็นส่วนประกอบหลักของหนังลุงทิมเสมอมา
เอ็ดเวิร์ด บลูม กับ เอ็ดเวริ์ด มือกรรไกร และเอ็ด วู้ด ผู้กำกับที่ห่วยที่สุดในโลกเป็นสามตัวละครในหนังลุงทิมที่นอกจากจะเป็นตัวเอกเหมือนกัน มีนิสัยประหลาดเหมือนกัน
แล้วยังมีชื่อเดียวกันอีกต่างหาก!(ถ้าjohnny deppเล่นbig fish คงครับไตรภาคหนังเอ๊ด)
รวมไปถึงบรรดาตัวประกอบ อย่างแม่มด ยักษ์ มนุษย์หมาป่าในเรื่องนี้ , นักประดิษฐ์ชราหรือ สาวแอมเวย์ ในedward scissorhand , มนุษย์เพนกวิน นางแมวป่าใน batman และ อื่นๆอีกมากมาย
และพอมาคิดๆดูใช่หรือไม่ที่บางที่โลกเฉพาะของลุงทิมนี้ก็เป็นวิธีการมองโลกแบบเดียวกับเอ็ดเวริ์ด บลูม
มองแบบ-ปลาใหญ่-ที่กำลังจะเป็นตำนานก็เป็นได้
edit @ 2005/06/08 13:18:11
by the way, thank a lot for making this website like wonderful place i can come in anytime and never get bored. i really mean it, thanks!!
#1 By (202.57.137.195 /192.168.0.2) on 2006-02-05 19:38