เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล : แรงดึงดูดของความโดดเดี่ยว/FS
posted on 02 Jun 2005 16:16 by filmsick in alienation, made-in-thailand
ในห้องที่มีแต่เส้นตรงและสีซีดที่เกิดจากการถูกทำให้สะอาด
มากกว่าซีดหม่นจากความสกปรก
มีเพียงเส้นเชือกที่ผูกห่วงตรงปลาย และ จิ้งจกตัวหนึ่งเท่านั้นที่คดโค้ง
เคนจิอยากลอยตัวในอากาศเพื่อไปจากแรงโน้มถ่วงของโลก สู่อวกาศอันเป็นนิรันดร์ด้วยเชือกเส้นนี้
ถ้าไม่มีเสียงออดหน้าบ้านถี่รัว
เขาอาจได้ลอยในอากาศ ลอยไปในอวกาศกว้างใหญ่ไพศาลจริงๆ.........
.......................................
นั่นเป็นฉากเปิดเรื่องของผลงาน ลำดับที่ 4ของเป็นเอก รัตนเรืองผู้กำกับชาวไทยที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่ง หลังจากเล่าความฝันประหลาดของสาวหน้ามันในกองถ่ายหนังที่เกี่ยวกับพ่อของเธอใน ฝัน บ้า คาราโอเกะ เรื่องตลกของกล่องมาม่า กับผู้หญิงคนหนึ่ง ในเรื่องตลก 69 และชีวิตของหนุ่มบ้านนอกสาวบ้านนา (อย่างเยี่ยมยอดในความคิดของผม) ใน มนต์รักทรานซิสเตอร์ คราวนี้เขาเล่าเรื่องรักของหนุ่มญี่ปุ่นที่อยากตาย กับสาวไทยที่อยากมีชีวิตใหม่ โดยทั้งหมดเกี่ยวพันกับ ความตายของน้องสาวเธอและจิ้งจกเดียวดายตัวหนึ่ง
ผู้กำกับเคยออกตัวไว้ว่า ไม่ว่าจะอย่างไรหนังเรื่องนี้ไม่ควรถูกตีความ เพราะมันเป็นเพียงการฉายภาพของคนคู่หนึ่ง ให้คนดูค่อยซึมซับรับอารมณ์โดยรวมของหนังมากกว่าจะมานั่งพินิจพิเคราะห์แยกส่วนมัน และในเมื่อเป็นดังนั้น มันก็เท่ากับว่าผู้กำกับได้เปิดโอกาสให้เรา-ตีความ-หนังเรื่องนี้ได้ตามใจเรา โดยที่ไม่มีผิดถูก เปิดโอกาสให้เป็น -หนังที่เป็นของเรา-ได้เต็มที่ บทความชิ้นนี้จึงเป็นเพียงการตีความหนังเรื่องนี้ตามมุมมองของคนเขียนมากกว่าจะเป็นบทวิเคราะห์หนัง (อันที่จริงบทความเกี่ยวกับภาพยนตร์ก็ควรจะเป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ) และดีไม่ดี สิ่งเราตีความ(อันเป็นสิ่งที่ผมจะลองเขียนถึงต่อไปนี้) ไม่ได้เป็นอะไรนอกจาก การตีความตัวเองผ่านทางหนังเรื่องหนึ่งเท่านั้น
....................................
หนังเล่าเรื่องของเคนจิ หนุ่มบรรณารักษ์ในศูนย์วัฒนธรรมญี่ปุ่นในไทย
ที่กำลังตั้งข้อสงสัยเรื่องการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง
เขาสงสัยเหมือนที่เราหลายคนเคยสงสัยว่ามันจะเป็นยังไง
ถ้าเราได้-ตายไป-
แต่กับเคนจิ มันไม่ใช่การครุ่นคิดถึงชีวตหลังความตาย
เพราะเขาไม่ปรารถนาชีวิตไดๆอีกแล้ว
หากเป็นการคิดถึงมันในลักษณะของการพักผ่อน
-เพื่อจะตื่นมาอย่างสดชื่นในชาติหน้า-
แม้เอาเข้าจริงยังไม่มีใครพิสูจน์อะไรได้
มันก็เป็นการคิดถึงความตายที่น่าอภิรมย์ไม่น้อย
เคนจิพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง หลายวิธีการ
แต่มักจะมี-ภาวะภายนอก-มารบกวนเวลาตายของเขาอยู่ร่ำไป
จนกระทั่งเขาพบกับเด็กสาวในชุดนักเรียนญี่ปุ่นระหว่างชั้นหนังสือ
พบกันเพียงชั่วเสี้ยวนาทีแต่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไปตลอดกาล
เด็กสาวยืนอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่อง -จิ้งจกเดียวดาย-
อันเป็นเรื่องของจิ้งจกที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าถูกทิ้งไว้บนโลกเพียงลำพัง
......................................
โกวเล้งเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า
ความโดดเดี่ยวไม่ทำให้คนตาย
แต่มีคนมากมายที่ตายเพราะความโดดเดี่ยว
บางทีทั้งจิ้งจกและหนุ่มญี่ปุ่นเงียบขรึมนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
.....................................
เขาพบเด็กสาวอีกครั้งบนถนน ขณะเขากำลงจะตาย
แต่ที่เขาได้พบกลับเป็นการตายของเด็กสาว
จากพรากจากผู้หนึ่งเพื่อพานพบผู้หนึ่ง
เรื่องรักมันเริ่มตรงนี้เอง
.....................................

หนังใช้เพลง-แรงดึงดูด- เป็นend credit
สิ่งที่มี-แรงดึงดูด-ซึ่งกันและกัน มักเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม
เหมือนแม่เหล็กบวกและลบ ผู้ชายกับผู้หญิง หยินกับหยาง
บางทีหนังอาจพูดถึงเรื่องนี้ พูดถึงแรงดึงดูด แต่เล่าผ่านภาพ-ความแตกต่าง ของสองขั้ว เ
คนจิเป็นหนุ่มญี่ปุ่นในเมืองไทย
น้อย(พี่สาวของนิด เด็กสาวที่ตายไปต่อหน้าต่อตาเคนจิ)เป็นสาวไทยจะไปญี่ปุ่น
เคนจิอยู่ในบ้านที่มีระเบียบ อันเป็นลักษณะของบ้านที่มี -สิ่งมีชีวิต(ซึ่งอยากตาย) - จัดระเบียบมัน
น้อยอยู่ในบ้านรกเรื้อที่เหมือนเป็นบ้านที่สิ่งมีชีวิตผู้เป็นเจ้าของตายจากไปเนิ่นาน(ทั้งที่กำลังจะมีชีวิตใหม่)
บ้านของเคนจิมีสีฟ้าซีดๆของใช้ทุกอย่างมีเส้นตรง สี่เหลี่ยม
บ้านของน้อยมีสีสันหลากหลาย ม่านสีชมพูด ผนังสีน้ำตาล สระน้ำสีเขียว ทุกอย่างเหมือนหลุดมาจากยุคแสวงหาจึงมีลักษณะโค้งมนไร้รูป
เคนจิชอบทำความสะอาด
น้อยทำสกปรกไม่หยุดยั้ง
เคนจิพูดจาสุภาพท่าทีขัดเขินเก้งก้าง
น้อยพ่นคำหยาบเป็นไฟ และดูสบายๆอยู่ตลอดเวลา
เรื่องความแตกต่างนี้ยังลุกลามไปถึงโปสเตอร์และชื่อเรื่อง
โปสเตอร์สีชมพูหวานแสดงภาพการ์ตูนของคนที่กำลังผูกคอตายหรือนอนให้รถทับ
ชื่อภาษาอังกฏษ last life in the universe เป็นชื่อที่พูดถึง ชีวิต กะจิริด กับ จักรวาลกว้างใหญ่
กับชื่อไทย -เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล - ที่ชัดเจนถึงความแตกต่างในทันทีที่อ่าน
ซึ่งเป็นชื่อไทยที่เจ๋งมากเพราะนอกจากเป็นชื่อของนางเอกสองคน
เป็นชื่อที่บอกถึงภาพรวมของหนัง(ทุกอย่างถูกเล่าอย่างน้อยนิดแต่ได้ผลมหาศาล)
พูดถึงก่นแกนของเรื่อง(ความแตกต่างและแรงดึงดูดในความคิดของผม)
และถ้าอยากจะกัดยังอาจหมายรวมไปถึงทุนสร้างมหาศาลและรายได้อันน้อยนิดอีกด้วย
..................................

เพราะโลก(หรือแม้แต่จักรวาล)ถูกสร้างขึ้นด้วยความต่าง
ทั้งเรื่องของอุณหภูมิ สภาพภูมิศาสตร์ ความกดอากาศ การมีไม่มีก๊าซบางอย่าง
โลก(หรือจักรวาลนี้)จึงเต็มไปด้วยแรงดึงดูด
ระหว่างพระจันทร์กับโลก โลกกับดวงอาทิตย์(ระบบ สุริยจักรวาล)
แต่แรงดีงดูดของเคนจิกับน้อยกลับเป็นเรื่องของความโดดเดี่ยวและความตาย
ความตายของนิด ทำให้น้อย(ที่กลัวการอยู่คนเดียว)กับเคนจิ(ที่เปรียบตัวเองไม่ต่างจากจิ้งจกเดียวดาย)มาพบกัน
หนังฉายภาพความแปลกแยกโดดเดี่ยวชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารติดๆขัดๆของเคนจิกับน้อย
การแพ้-ปลาดิบ-(อันเป็นตัวแทนของญี่ปุ่น )ของเคนจิซึ่งหมายถึงความแปลกแยกกระทั่งกับชาติกำเนิด
การอาศัยในบ้านร้างไร้ผู้คนของน้อย
ฉากหนึ่งเป็นตอนที่เคนจิเข้าไนห้องของนิดแล้วถูกน้อยไล่ออกจากบ้าน
ที่เคนจิทำคือลงไปนอนอยู่ใต้ท้องรถ
เผื่อรถจะไหลมาทับเขาตาย
เป็นฉากที่ทั้งขำทั้งเศร้า
เพราะกับเคนจิ ไม่มีที่ทางของเขาบนโลกนี้อีกแล้วนอกจากบ้านรกๆของน้อย
(ตอนที่เคนจิมาส่งน้อยในเช้าวันแรกของทั้งคู่เทปสอนภาษาญี่ปุ่น พูดว่า -ถึงบ้านแล้ว-)
บ้านของน้อยจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนจักรวาลของเคนจิ(และของน้อยด้วย)
เมื่อน้อยไล่เขาออกจากบ้าน เขาจึงมีสภาพเป็นจิ้งจกโดดเดี่ยวโดยแท้
โดดเดี่ยวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีก
.........................................
แรงดึงดูดยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อหลังจากทั้งคู่เปิดรับกันและกัน
เราก็ได้เห็นนิด (ที่ตายไปแล้ว)ออกมาเพ่นพ่าน
ในส่วนนี้มีคนพูดถึงในแง่มุมต่างๆไว้เยอะ
แต่ที่ผมรู้สึก
บางที การมาถึงของเคนจิ ทำให้นิด กับ น้อย(ที่ตอนอยู่ล้วนต่างโดดเดี่ยวจากกันและพอตายก็ยิ่งคิดถึงกันอย่างโดดเดี่ยว)
ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง
การอยู่ร่วมทำลายความโดดเดี่ยวลงไป
ฉากน้อยนอนหนุนตักเคนจิบนโซฟา
จึงกลายเป็นฉากที่ทั้งคู่ถูกดึงดูดเข้ามาหากันใกล้ชิดที่สุด
แรงดึงดูดอย่างนิดจึงปรากฏตัวขึ้น
กลายเป็นฉากที่ทั้งโรแมนติค และอีโรติคเอามากๆ
.............................................................

หนังได้พลังงานพิเศษจากฝีมือการจัดวางภาพของ คริสโตเฟอร์ ดอยล์
ที่ใส่ใจกระทั่งการเลือกมุมที่จะวางกล้อง
เพื่อแสดงภาพที่ทั้งแปลกแยกทั้งอบอุ่น
การถ่ายภาพตัวละครระยะไกลจนเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตสุดท้ายในจักรวาลในช่วงแรกๆ
การทำห้เคนจิตกอยู่ภายใต้เส้น กรอบต่างๆ(ตั้งแต่ในบ้าน ชั้นหนังสือในห้องสมุด หรือแม้แต่ฉากบนสะพาน)
โดยเฉพาะการเคลื่อนกล้องในฉากโซฟา(ที่จิ้งจกตกลงมาบนพื้น)
บทหนังร่างแรกฝีมือ ปราบดา หยุ่น
วางโครงเรื่องและบรรยากาศ แบบปราบดาไว้จนหลายคนต้องถกเถียงว่า มันเป็นหนังของ ปราบดาหรือเป็นเอกทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
และถ้ามันมีส่วนผสมของทั้งคู่อยู่เท่าๆกัน(ฉากท้ายๆของเรื่อง(ที่เป็นเรื่องเป็นราวที่สุด)มีลายเซ้นของเป็นเอกชัดเจน)
..............................................................
หลังหนังจบ ผมคว้างอยู่กับมันอีกยาวนาน คิดถึงความโดดเดี่ยวของตัวเอง และแรงดีงดูดของผมกับชีวิต ในระยะหลัง มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเหงา ความโดดเดี่ยวออกมามากมาย ทั้งในรูปของ หนังสือ เพลง หรือภาพยนตร์ ( กับ หนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น) หรือแม้แต่ในรูปของข่าวเศร้าๆทางหน้าหนังสือพิพ์ หลายคนวิเคราะห์ว่ามันเป็นเพราะความแปลกแยกของสังคม ครอบครัวของคนเอเซียลดขนาดจากครอบครัวใหญ่เป็นครอบครัวเล็กๆ ที่แตกสลายอย่างเงียบๆ นักวิจารณ์ท่านหนึ่งเคยเขียนถึงเรื่องนี้ ตอนที่เขาเขียนถึงหนังwhat time is it there?ของไฉ่มิ่งเหลียง(ที่เหงาโคตรอีกเรื่อง) เขาบอกว่า บางทีอาจเพราะเราดิ้นรนจะเป็นตัวของตัวเองแบบคนตะวันตก แต่รากของเรายังคงยึดอยู่กับวิถีตะวันออกดั้งเดิม สังคมเองก็เปลี่ยนแปลงไปจากสังคมกเษตรกรรม ที่พึ่งพาอาศัยกันและกัน เป็นสังคมแห่งการแข่งขันที่ตัดแบ่งเราทุกคนออกจากกัน ให้เรายึดชีวิตกับความสำเร็จส่วนบุคคลมากกว่าส่วนรวม เมื่อรากขาดฉับพลันเราจึงเคว้งคว้างกันอย่างถึงที่สุด ผู้ใหญ่หลายท่านพูดตรงกันว่า คนรุ่นเรา-เหงา-กันง่ายขึ้นและจริงๆมันก็เป็นเช่นนั้น อาจเพราะคนรุ่นเราเป็นผลผลิตของโลกและความสัมพันธ์ในยุคสมัยใหม่ เป็นคนที่แข็งแกร่งต่อโลกภายนอก แปราะบางในโลกภายใน คล้ายเป็นผลข้างเคียงของยาใหม่
หรือว่าแท้จริงแล้ว เราพากันเหงาเพราะคุณค่าของคนในรุ่นเราถูกยึดโยงอยู่กับสิ่งต่างๆ เราเสพติดวัตถุ เพื่อน ความสุข สนุกสนาน(อันเป็นสิ่งที่เปบี่ยนแปลงอย่างรวเดร็ว) เมื่อตามไม่ทันเราจึงรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง(ให้เดียวดายในจักรวาล) ทั้งๆที่คุณค่ เหล่านั้นเกิดจากการผูกโยงของเราเองแท้ๆ
......แต่จะเกิดจากอะไรก็เถอะ ในบางเวลาที่ผมอยู่คนเดียวแล้วเหงา ผมมักคิดถึงคำของน้อยตอนที่เคนจิถาม
- คุณเศร้ามั้ย
- ใครบ้างล่ะที่ไม่เศร้า.........
กับความเหงาในจักรวาลนี้ก็คเป็นคำตอบแบบเดียวกัน
ขึ้นกับว่าแรงดึงดูดของเรากับจักรวาลนี้จะมีมากมายเท่าไหร่เท่านั้นเอง
edit @ 2005/09/28 12:55:14

แต่ไม่อาจวิเคราะห์อะไรได้มากขนาดนี้
แต่บอกตัวเองได้เลยว่าชอบเรื่องนี้มาก
จนไปซื้อ cd มาแผ่นนึง
ไม่น่าเชื่อว่า..
ผ่านมาค่อนข้างนานแล้วแต่ก็ยังดูไม่จบ
เปิดอยู่หลายครั้งแต่เหมือนมีอาถรรพ์
ดูไม่เคยจบเสียที
จนกระทั่ง
ซีดีดันมาเสียซะงั้น
^^""
#1 By pimtawan* on 2005-09-09 17:54