******************บทความชิ้นนี้เหมาะกับผู้ที่ชม eternal sunshine at the spotless mind และ before sunsetแล้วเท่านั้น โดยท่าที่ยังไม่ดูเลยไม่สมควรอ่านครับ ท่านที่ดูเรื่องแรกแต่ยังไม่ดูเรื่องหลัง อ่านได้ (เว้นแต่ท่านไม่ต้องการรับรู้ข้อมูลใดๆเลยในเรื่องหลัง) ส่วนท่านที่ดูเฉพาะเรื่องหลัง ไม่ควรอ่านเช่นกันครับ ****************************

เช้าวันวาเลนไทน์ โจเอล ตื่นขึ้นมาอย่างเหงาหงอย ท้องฟ้า เสื้อผ้า และ ห้องของเขาล้วนฉาบด้วยสีน้ำเงินแห่งความเศร้า
บางทีวันวาเลนไทน์อาจถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัทผลิตการ์ดอวยพร เพื่อทำให้คนรู้สึกแย่ เขาคิดอย่างเรื่อยเปื่อยขณะรอรถไฟและตัดสินใจฉับพลันที่จะโดงาน แล้วนั่งรถไฟไปมอนทอค
ไปทะเลฤดูหนาว และพบสาวเสื้อส้มผมสีน้ำเงินคนหนึ่ง
เธอชื่อคลีเมนไทน์ ผู้ห้าวหาญ หุนหันพลันแล่น เธอเป็นฝ่ายเริ่มต้นจีบโจเอล ที่ดูขี้อาย และเปล่าเปลี่ยว บนรถไฟขากลับ
โจเอลพยายามรักษามารยาทจนดูขัดเขินน่าเบื่อ ในขณะที่คลีเมนไทน์รุกเร้าจนน่ากลัว
แต่ในที่สุดโจเอลก็ไปส่งคลีเมนไทน์ที่บ้าน
ก่อนจะลงเอยด้วยการให้เบอร์โทรศัพท์
ตามด้วยการไป ฮันนีมูนบนแม่น้ำที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ทั้งคู่นอนดูดาว และโจเอล คิด ให้ตายตรงนี้ก็ยอม
รุ่งเช้า ทั้งคู่ขับรถกลับ โจเอลลอบมองใบหน้าคลีเมนไทน์ในแดดเช้า ขณะเธอหลับ
เธอขอไปบ้านเขา แล้วลุกลงไปเอาแปรงสีฟัน พร้อมๆกับมีชายคนหนึ่งมาเคาะกระจกด้วยทาทางประหลาดใจ กึ่งตกใจ
จากนั้น เครดิตเปิดเรื่องจึงเริ่มต้นขึ้น

แต่เนื้อหาแทบทั้งหมดของ eternal sunshine at a spottless mind ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตกหลุมรักดังเช่นในฉากแรกเปิดเรื่อง
หากแต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลัง-ไฟรัก-มอดลงต่างหาก
เมื่ออยู่มาวันหนึ่ง คลีเมนไทน์ ตัดสินใจจะใช้บริการลึกลับ ลบวามทรงจำของโจเอล ออกไปจากหัวสมองจนหมดสิ้น
โจเอล สับสน สงสัย เจ็บปวด เธอลงโทษผม โทษฐานที่บังอาจจริงใจ เขาเสียดสีตัวเอง
และตัดสินใจว่าถ้าเธอลบเขาได้ เขาก็ลบเธอได้เช่นกัน
การลบความทรงจำทำได้โดยสร้างแผนที่ของความทรงจำบนสมอง จากข้าวของที่มี-อดีต-ร่วมกัน
แล้วทำลายเนื้อสมองในส่วนนั้นเสีย
เพียงตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ความทรงจำที่ต้องการลบเลือนจะสาบสูญจนหมดสิ้น
โลกใหม่ของโจเอลจะไม่มีผู้หญิงนาม คลีเมนไทน์อีก
เธอจะเป็นเพียงสาวผมสีประหลาดในร้านหนังสือ
เหมือนที่โจเอลเคยเป็นแค่ลูกค้าคนหนึ่งของเธอ
..............................................................................


แต่ไกลออกไปในปารีส หญิงสาวชื่อเซลีนกำลังเดินไปตามถนน กับ เจสซี
ผู้ชายที่เธอเคยพบบนรถไฟเมื่อ 9 ปีก่อน
เขาและเธอเคยใช้เวลาร่วมกันหนึ่งคืนในเวียนนา
ก่อนที่จะลากจากกันไปในรุ่งเช้าพร้อมคำสัญญา
ที่ต่อมาก็รู้ว่าไม่มีอยู่จริง
และ9ปีล่วงผ่าน เธอพบกับเขาอีกครั้งในปารีส หลังจากความทรงจำในค่ำคืนนั้นกลายเป็น หนังสือขายดี
และเย็นวันนั้น เธอมีเวลา ชั่วโมงเศษ เดินเล่นกับเขาบนถนนยามเย็นในกรุงปารีส
และพูดคุยถึงเรื่องต่าง การเมือง สิ่งแวดล้อม ศาสนา ชีวิต อดีต อนาคต ความรัก ความใฝ่ฝัน
และครั้งหนึ่งเซลีนกล่าว

- ฉันรู้สึกว่าฉันไม่มีทางลืมทุกๆคนที่ฉันเคยคบ เพราะว่าแต่ละคนล้วนมีคุณสมบัติเฉพาะตัว คุณไม่สามารถแทนที่ใครได้หรอก เมื่อมันสูญเสียไปแล้ว มันคือสูญเสีย ทุกๆความสัมพันธ์ที่จบลง มันทำฉันแตกสลาย และฉันไม่มีทางจะหายดีอย่างสมบูรณ์ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันจึงระมัดระวังทุกๆคนที่ฉันกำลังจะคบ เพราะถ้ามันล้มเหลว มันเจ็บปวดเหลือเกิน -

ความสัมพันธ์ของ เธอกับเจสซี ก็เป็นเช่นนั้น
ไม่มีใครแทนที่เขา และเธอได้ แม้เจสซี จะมีภรรยา และ เซลีนจะมีคนรัก
เปล่าเลย มันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบชู้สาว หากแต่เป็นความสัมพันธ์แบบที่ไม่อาจจัดจำแนกหรือเรียกขานได้
เพราะบางครั้งการเรียกขานเอ่ยนาม ไม่ได้เป็นการให้ความหมาย หากกลับจะลดทอน คุณค่าของมันลงจนหมดสิ้น
ความสัมพันธ์บริสุทธิ์งดงาม สูญหายไปในถ้อยคำจัดจำแนกแห้งแล้งร้างไร้
ไม่ว่าจะอย่างไรหลังจากคืนนั้นผ่านพ้น
เจสซี และ เซลีน ต่างมีที่ทางในความทรงจำของกันและกัน และมันไม่มีทางเปลี่ยนแปลง
เว้นแต่จะมีใครสักคนฉายแสงเลเซอร์เข้าไปในสมองของทั้งคู่ในตอนหลับ เหมือนที่เขาทำกับโจเอล

......................................................................



และในความทรงจำที่กำลังถูกลบ
โจเอลค้นพบว่า ไม่ได้มีแต่ คลีเมนไทน์ ปากร้าย บ้าบิ่น เท่านั้นที่ถูกลบไป
คลีเมนไทน์ แม่ส้มเช้ง ของเขาก็จะถูกลบไปด้วย
ไม่ใช่แค่ การกินอาหารร่วมกันเงียบๆน่าอึดอัดในร้านอาหารจีน
หรือบทสนทนา งี่เง่าที่ทำให้เขากับเธอต้องขาดจากกัน
แต่รวมถึง ค่ำคืนใต้ผ้าห่มอุ่นที่เขาปลอบโยนเธอซ้ำๆว่าเธอนงดงาม
รวมถึงถ้อยคำที่เธอบอกเขาในร้านหนังสือ
รวมถึงค่ำคืนบนแม่น้ำที่เป็นน้ำแข็งที่เขาและเธอดูดาวด้วยกัน
คืนที่เขารำพัน ให้ตายตรงนี้ก็ยอม
หากค่ำคืนแบบนั้นจะต้องหายไป ประโยชน์อะไรที่จะมีชีวิตสืบต่อ
และในขณะเดียวกัน คลีเมนไทน์ ที่ไม่มีโจเอล กำลังมีความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับแพทริค
xxxหนุ่มหน้าอ่อน
หากแต่เธอไม่รู้ว่าทำไม เธอจึงรู้สึก แก่ น่าเกลียด หมองเศร้า เจ็บปวด
จนต้องชักชวนแพทริคไปแม่น้ำในตอนดึก แม่น้ำที่เธอควรจะลืมไปพร้อมกับโจเอล
แพทริคขโมยทุกความทรงจำของโจเอลมาสร้างความประทับใจให้ คลีเมนไทน์
แต่นั่นกลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นเล่า ทั้งๆที่ที่แท้เธอได้ลืมไปหมดสิ้นแล้ว
ใช่ที่มันอาจเป็นแค่ผลข้างเคียงของกระบวนการลบความทรงจำ
หรือว่าที่แท้แล้วันเป็นเพราะว่า ในทุกสิ่งที่เราหลงใหล
ในทุกผู้คนที่เราตกหลุมรัก ล้วนสะท้อนภาพของตัวเราเองทั้งสิ้น
จริงๆแล้ว เราเองก็เป็นเช่นสิ่งที่เรารัก!
เราจึงไม่อาจแทนที่ใครด้วยใครได้ เราจึงเจ็บปวดเมื่อความสัมพันธ์แตกสลาย
เพราะส่วนหนึ่งของตัวเราที่แท้แล้วก็แตกสลายลงไปด้วย
และความรักของแมรี่ เลขาของดร. เมียร์สเวียค หมอเจ้าของกิจการลบความทรงจำ ดูจะเป็นเครื่องยืนยันที่ดีที่สุด
แม้คลีเมนไทน์ จะลบโจเอล ไป แต่เธอไม่อาจลบตัวเธอออกไปได้
มีส่วนหนึ่งของเธออยู่ในโจเอล และมีส่วนขอโจเอล อยู่ในตัวเธอเสมอ


ดังนั้นโจเอลจึงพาคลีเมนไทน์ในความรงจำของเขา หลบหนี
-ไม่มีที่ไหนในความทรงจำที่ไม่มีคุณ โจเอลกล่าวในตอนแรก
ไม่ว่าจะไปที่ไหนโจเอลจึงถูกค้นพบเสมอ
จนกระทั่งเขาค้นลึกเข้าไปในความทรงจำก่อนการมาถึงของคลีเมนไทน
ความทรงจำซึ่งประกอบขึ้นเป็นตัวเขา
ความทรงจำ ซึ่งเขาไม่เคยบอกคลีเมนไทน์ในชีวิตจริงเลย
ความทรงจำที่ที่แท้แล้วเขาอาจอยากลบลืม
....................................................................................


และไกลออกไปในปารีส เจสซีกล่าว
-ความทรงจำเป็นสิ่งสวยงามเมื่อคุณไม่ต้องผเชิญกับอดีต
ความทรงจำของเจสซีในเซลีน เป็นเด็กหนุ่มอเมริกันน่ารัก
ความทรงจำของเซลีนในเจสซี คือเด็กสาวชาวยุโรปที่เขาไม่มีวันลืม
9ปีล่วงไปทั้งคู่พบกันอีกครั้ง
เด็กหนุ่มกลายเป็นนักเขียนที่ไม่ได้มีความสุขในชีวิตสมรส
เด็กสาวกลายเป็นนักเรียกร้องสิ่งแวดล้อม ที่ไม่อาจหาจุดสมดุลของความสัมพันธ์ได้

จริงอยู่ที่การพบกันอีกครั้งนั้นช่างแสนโรแมนติค
แต่มันก็เป็นการยุติตำนาน ของคืนที่ดีที่สุดในชีวิตทั้งสองด้วย
อดีตกลับมาหาทั้งคู่ ในรูปของปัจจุบันขณะที่ไม่อาจหวนคืน
มันแปรความทรงจำที่เคยแสนหวาน ให้กลายเป็นขมขื่น
เขาคิดถึงเธอตอนที่ตัดสินใจแต่งงาน
เธอทำความโรแมนติคทั้งมวลหล่นหายไปในคืนนั้น
แต่ความทรงจำนั้น จะหวานหรือขมก็ไม่สำคัญอีกแล้ว
เธอกอดเขาที่พร้อมจะละลายหายไปเป็นโมเลกุลในอากาศ
ไม่ว่าจะขมหรือหวาน มันก็เป็นความทรงจำของเรา
ต่อให้ลบมันจนเกลี้ยง มันก็ยังเป็นของเรา
...............................................................................
และเป็นอดีตที่โจเอลเผชิญหน้านี้เอง ที่ทำให้เขารู้ว่า เขารักคลีเมนทน์มากเพียงไหน
ที่สำคัญมันทำให้เขารู้ว่าเขารักความทรงจำตัวเองมากเพียงไหน
ไม่ว่าสุข ว่าทุกข์มันก็ไม่อาจถูกลบลืม


Footnote

และหนังทั้งสองก็จบลง
ฉากนีน่า ซีโมน ในbefore sunset ของ richard linklater และฉาก ใบหน้าในแดดเช้า ในeternal sunshine at the spottless mind ของ micheal gondryเป็นฉากจบที่แสนงดงาม

ฟิล์มม้วนสุดท้ายถูกถอดออกจากเครื่องฉาย แผ่นดีวีดีถูกยกออกจากเครื่องเล่น
แต่ความทรงจำในหัวกลับวิ่งวนไม่รู้จบสิ้น
ใครบางคนที่ไม่เคยไปไหนในความทรงจำย้อนกลับมาให้ระลึกนึกถึง
ผมไม่มีเครื่องลบความทรงจำ
หนำซ้ำไม่มีทางจะเขียนเรื่องราวของกันและกันเพื่อจะพบกันในอีก 9ปีข้างหน้า
ความทรงจำผ่านแล้วเลยลับ
เธออาจอยู่ที่ไหนสักแห่ง ไกลจากที่ที่ผมอยู่
แต่เธอก็อยู่กับผมเสมอ
ผมดู before sunset ก่อนวันวาเลนไทน์
และดู eternal sunshine หลังวาเลนไทน์หนึ่งวัน
ทั้งสองเรื่องทิ้งความว่างโหวงในอกหลังจากดูจบ
ว่างโหวงราวกับมีใครควักหัวใจออกไป
หรือที่แท้มันไม่มีหัวใจอยู่ในตัวผมมานานแล้ว แต่ผมไม่รู้ก็เป็นได้

ระหว่างการคุย msn กับ น้องคนหนึ่งในนี้ เขาพูดว่า หนังดีฆ่าคนได้
ไม่ใช่ว่า ตัวละครในหนัง ควักมีดออกมาจากจอแล้วจ้วงแทงเรา
แต่เป็นเรื่องราวเหล่านั้นที่ บดเคี้ยวเรา ฆาตกรรม วิญญาณเปลี่ยวเหงาของเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และผมถูกฆ่าสองครั้งในเวลาห่างกันไม่นานนัก(และยินดีถูกฆ่าเช่นนี้ไปเรื่อยๆ) เป็นรสชาติของความตาย ที่เจ็บปวดแต่ก็เป็นสุข
ไม่ต่างจากความทรงจำของ โจเอล คลีเมนไทน์ เจสซี และ เซลีนแต่อย่างใด
นี่กระมัง มนต์เสน่ห์แห่งภาพยนตร์
กระทั่งการฆาตกรรม ยังมีรสหวาน

ปล. ไม่นับผู้หญิงที่ออกมากระโดดโลดเต้นในความทรงจำหลังหนังจบ เดือนนี้ผมตกหลุมรักผู้หญิงสองคน ถึงสามครั้ง!
ก่อนจะดู eternal sunshine ผมเพิ่งตกหลุมรัก เคต วินสเลต ในบทเซลีน(สองคน สามครั้ง สองชื่อ !) แห่ง finding neverland มาหมาดๆ ไม่กี่วันถัดมา ก็ต้องตกหลุมรักเธออีกครั้งในหนังเรื่องนี้
แต่ที่หนักข้อหัวปักหัวปำคือการตกหลุมรัก จูลี่ เดลพี ใน before sunset คุณเต้บอกว่าใน before sunrise เธอแชร์คนละครึ่งกับ อีธาน ฮอว์ค แต่ใน before sunset เธอคือทุกสิ่งทุกอย่าง และอีธาน ฮอวค์คือสิ่งที่เหลือซึ่งตกหลุมรักเธอ ตกลุมรักจนต้องเปิดดูฉากจบในหนังซ้ำแล้วซ้ำอีก

ดูข้อมูลหนัง eternal sunshine at the spottless mind ได้ที่นี่ครับ


http://www.imdb.com/title/tt0338013/

ข้อมูลหนังbefore sunset ดูได้ที่นี่ครับ


http://www.imdb.com/title/tt0381681/

มีบทวิเคราะห์ eternal sunshine ที่เขียนอย่างละเอียดยิบ ซึ่งผมอ่านด้วยความรู้สึกสามประการ คือ ตกตะลึงที่ผู้เขียนดูหนังได้ขนาดนั้น อิจฉา ริษยา ที่ผมดูได้ไม่ถึงครึ่งที่ผู้เขียนดู และ ดีใจ ที่ได้อ่านบทความชิ้นนี้ ที่สำคัญมันเป็นภาษาไทยครับ และหลังจากอ่านจบ ผมพบว่าไม่จำเป็นต้องเขียนถึงeternal aunshine ในแง่วิเคราะห์อีกแล้ว เพราะบทความชิ้นนี้ สมบูรณ์มากแล้วครับ ไปดูได้ที่นี่


http://www.popcornmag.com/index.php?option=content&task=view&id=88&Itemid=26

บทกลอนของอเลกซานเดอร์ โป๊ป ที่อยู่ใน eternal aunshine และกลายเป็นชื่อเรื่องนั้น มีที่มาดังนี้ครับ



http://eir.library.utoronto.ca/rpo/display/poem1630.html

มีบทความถึง มิเชล กอนดรี้ใน ไบโอสโคปปก 2046 ครับ อ่านเพิ่มเติมได้
และขอบคุณไบโอสโคปที่เอาคำของเซลีนมาใส่ไว้ในหนังสือ ผมจึงไม่ต้องเปิดจดจากแผ่นดีวีดี ข้อความดังกล่าวอยู่ใน ไบโอเล่ม สุดนี่ครับ ปก constantine

http://www.wanakam.com/comment.asp?WebboardID=33

สามารถดูบทกลอนนี้เต็มๆ(ยาวมาก)ได้ที่นี่ครับ บรรทัดที่ 207 ครับ

edit @ 2005/06/02 17:09:52
edit @ 2005/06/09 19:07:19
edit @ 2006/02/03 02:30:42

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

หุหุ โดน eternal sunshine บดเคี้ยว ฆาตกรรม วิญญาณอันเปลี่ยวเหงาเหมือนกันค่ะ
ตายแบบยินยอมและยินดีและยังอยากตายซ้ำๆ ต่อไป

#1 By Sunday Syndrome on 2006-05-19 13:50

ดีวีดี ลดราคานี่ครับ
ถูกมั่กๆเลย

#2 By นกฮูกดีไซน์ on 2006-05-23 11:53

หวัดดีค่ะ อยากฝากข้อความไว้บอกว่า นั่งอ่านบลอกคุณมาหลายๆวันแล้ว เพราะทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปค้นเจออะไรบางอย่างที่เคยทิ้งไว้บนระยะทางของการเติบโตมาเป็น..อะไรนะ ผู้ใหญ่เหรอ

ที่คุณเขียนไว้ในหน้านี้ว่า อ่านบลอกวิจารณ์อันนึงแล้วรู้สึกว่า "ตกตะลึงที่ผู้เขียนดูหนังได้ขนาดนั้น อิจฉา ริษยา ที่ผมดูได้ไม่ถึงครึ่งที่ผู้เขียนดู และ ดีใจ ที่ได้อ่านบทความชิ้นนี้" เป็นการพูดเกินจริงมากๆ เพราะเข้าไปอ่านแล้ว แต่ความรู้สึกจากการอ่านบลอกนี้มันเทียบกันไม่ได้ การวิจารณ์ หรือแสดงความรู้สึกของตนต่อภาพยนตร์ อาจต้องอาศัยแง่มุมต่างๆหลายแง่ก้อจริง แต่ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกเหรอ ที่เราใช้เพื่อสัมผัสมัน

เขียนไปเรื่อยๆเนอะ จะตามอ่านค่ะbig smile

#3 By mumu (58.8.104.217) on 2008-10-18 03:04