*******************************************************************************************************************
บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือ เหมืองแร่ แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นจึงเป็นการพิจารณาหนังในฐานะของหนังล้วนๆ ครับ
*******************************************************************************************************************
นายอาจินต์ ถูกรีไทร์ออกจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตอนเรียนอยู่ปี 2
เขาจำต้องทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าลงใต้ไปยังเหมือนแร่ดีบุกกลางป่าเขา ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวะดพังงา
ที่นั่น เขาได้พบผู้คนมากมาย เรื่องราวดีร้าย ความทุกข์ ความสุข การงานอันยากลำบาก ความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว และ มิตรภาพดีงาม ที่ ส่งผลเปลี่ยนแปลงบางสิ่งภยในตัวเขาไปตลอดชีวิต
ภาพยนตร์ มหาลัยเหมือแร่ ดัดแปลงจาก นิยาย อมตะของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่งตัวหนังสือนั้นถูกเคี่ยวจนเข้มข้นจากประสปการณ์ของผู้ประพันธ์โดยตรง ว่ากันว่า ตัวหนังสือนั้นเล่าเรื่อง เป็นตอนๆ และกระทั่งตัวผู้ประพันธ์ยังออกตัวว่าเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับ อ่านมากกว่าถูกสร้างมาเป็นภาพยนตร์ อย่างไรก็ดี ภายใต้ฝีมือ ของ จิระ มะลิกุล ผู้กำกับที่เคยทำให้ 15 ค่ำเดือน 11 กลายเป็นหนังไทยในใจของใครหลายๆคน ก็ได้หาญกล้ากยิบเอากนังสือเรื่องนี้มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์จนสำเร็จลงได้
หนังเต็มไปด้วยเสียงวอยซ์โอเวอร์ เล่าเรื่อง ที่อาจทำให้หลายคนรำคาญ ในความเป็น -หนังที่สร้างจากหนังสือ- จนเต็มที่ หากแต่เสียงเล่าเรื่องนั้นกลับทำหน้าที่ทั้งในการชักนำคนดู และ กันคนดูออกจากการมีส่วนร่วมกับนายอาจินต์ไปในตัว ในการดูหนังเรื่องนี้ เราไม่ได้ทำหน้าที่เป็น นายอาจินต์ หากเราทำหน้าที่เป็น คนอีกคน ที่ได้หลุดไปอยู่ในเหมืองแร่ด้วย และด้วยการณ์นี้เอง หนังจึงอาจอ่อนด้อยในแง่ของความซาบซึ้ง หากอุดมไปด้วย ความรู้สึกกึ่งถวิลหา โมงยามอันยากลำบากแต่มีความสุข อันเป็นความรู้สึกเดียวกับ การเรียนมหาวิทยาลัย ใน 4 ปีนั้น ในฐานะของผู้เรียน มันอาจเต็มไปด้วยประสปการ์ณ เลวนร้าย สถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หรือเรื่องราวที่เราอยากลืมไปให้พ้นๆ หากแต่ในทางกลับกันเมื่อเรามองย้อนกลับไป เวลาได้เยียยวยาบาดแผลให้กลายเป็นเป็นเพียงรอยประสปการ์ณ ชำระล้างความทุกข์เศร้าให้กลายเป็นการเติบโต และทำให้เรื่องราวเลวร้ายกลายเป็นความขบขัน เวลาจะเลือนขมขื่นของทุกสิ่งจนมีรสหวาน และรสหวานแบบนั้น คือสิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ในเหนังเรื่องนี้
ตัวหนังนั้นเล่าเรื่องโดยแบ่งออกเป็น ช่วงเวลา 4 ปี ของ นายอาจินต์ ในเหมืองแร่ ตั้งแต่เดินทางมา (อย่างยากลำบาก ) เรียนรู้การใช้ชีวิตกลางป่าเขากับบรรดาผู้คนที่ไม่ได้เป็นสุภาพบุรุษที่เขารู้จัก หากแต่เป็นชายชาวบ้าน ผู้ทำงานอย่างหนัก ในถิ่นทุรกันดาร จนกระทั่งเขาค่อยๆกลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนเหล่านั้น ของสถานที่แห่งนั้น ตามตัวเรื่องสามารถเล่าออกมาเป็นหนังขายความประทับใจซึ้งๆเกี่ยวกับมิตรภาพลูกผู้ชาย หรือหนังตลกขบขันว่าด้วยพฤติกรรม แปลกๆของผู้คนในเหมือง แต่หนังกลับเลือกที่จะอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้ว เพื่อมุ่งเน้นนำเสนอ ภาพของ ความเป็น -ลูกผู้ชาย - แบบที่อาจไม่ได้มีให้เห็นได้ง่ายดายนักในสังคมปัจจุบัน
" กินอย่าอาย ตายอย่ากลัว "
พี่จอนบอกกับอาจินต์ในครั้งหนึ่ง ถ้อยคำง่ายๆที่บ่งบอกเนื้อแท้ของความเป็นลูกผู้ชาย ใฯโลกของเหมืองแร่ โลกที่ไม่ได้วัดความเป็นลูกผู้ชายที่ความหรูหราของวัตถุ หรือความสามารถในการจีบผู้หญิง หรือการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่วัดกันด้วยเกียรติ และศักดิศรี ลูกผู้ชายในเหมืองแร่ ไม่ได้เป็นผู้คนที่ยิ่งใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงโลก คนอย่าง พี่จอน พี่เลิศ พี่ก้อง กระทั่งไอ้ไข่ หรืออาจินต์ เป็นเพียง -กรรมกร - ตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้คาดหวังพลิกฟ้าเปลี่ยนแผ่นดิน พวกเขาทำงานเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มากนักสำหรับพอประทังชีวิต แต่สิ่งที่สำคัญกับพวกเขาเหล่านั้นที่สุดมีเพียงสองอย่าง คือ เกียรติ และ มิตรภาพ นั่นคือสาเหตุที่พี่จอน ยอมไปจากเหมืองแร่ และ สาเหตุที่ มีวงเหล้ากันทุกค่ำคืน
ภาวะลูกผู้ชายสุดแสนโรแมนติค ดิบเถื่อน และ ห้าวหาญในโลกของเหมืองแร่ นั้น ในโลกจริงอาจเป็นเพียงเรื่องของคนโง่งม และไม่ยืดหยุ่น พวกเขาอาจเป็นได้เพียง แรงงานราคาถูก แต่ก็เป็นเช่นที่อาจินต์ บอก "ผมทำงานเพื่อรายงานตัวเอง ว่า ไม่ได้เป็นกาฝากของที่นี่ " บางทีมันไม่สำคัญที่ผลสัมฤทธิ์ของงาน มันสำคัญที่วิธีการในการทำงานต่างหาก
นอกจากโปรดักชั่นที่ทำได้อย่างแนบเนียนแล้ว หนังยังได้การแสดงอย่างสนุกสนาน (และบางคนอย่าง นาย สนธยา หรือโกต๋อง อยู่ในขั้น น่าชื่นชมเลยทีเดียว) ของบรรดาตัวประกอบในเหมืองแร่ ที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี
โดยรวมแล้ว มหาลัยเหมืองแร่ อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ ซาบซึ้ง ไม่แม้แต่กระทั่งจะเป็นภาพยนตร์ตลกขบขัน แต่หนังก็เป้นเช่นเดียวกับผู้คนในเเหมืองแร ่ สิ่งที่หนังเป็นคือการพูดถึง เกียรติ มิตรภาพ ศักดิ์ศรี ที่นับวันจะยิ่งเหือดแล้งแห้งหายไปในวิถีแห่งการแก่งแย่งแข่งขัน กับบางคน ชีวิตของอาจินต์ หลังกลับจากเหมืองแร่ อาจเป็นสี่ปีอันล้มเหลวสูญสิ้น แต่ในที่สุด กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า สี่ปีนั้นมีคุณค่ามากมายเพียงใด
f o o t n o t e
บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยความอคติอยู่ในระดับหนึ่งทีเดียว สาเหตุหลักคือว่า พ่อของผมเป็นคนงานเหมือง(แต่เป็นเหมืองขุดแร่ในทะเล) ส่งที่เกิดขึ้นในหนัง หลายอย่างผมเองก็เคยพบเห็นมาในครั้งยังเด็ก ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้ที่ผมะอินกับมัน เป็นพิเศษ เพราะนี่เป็นหนังที่ทำให้ผมคิดถึงพ่ออย่างรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งครับ
#1 By กูเป็นไทใยใจมึงจึงเป็นทาส on 2005-06-03 08:51