หลังจากเรียนจบชั้นประถม
เด็กชาย ฮูยัน และเด็กหญิงมิมปี ต้องลาออกจากโรงเรียน ด้วยเงื่อนไขบีบรัดของชีวิต
เด็กชายฮูยันเป็นเด็กเรียนดี เรียบร้อย ช่างคิด และและมุ่งมั่นในสิ่งดีงาม
แต่ฮูยันก็เป็นพี่ชายของ ดุนญา และ อาเครญา น้องอีกสองคนที่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ไปโรงเรียน
และเป็นลูกของป๊ะ ผู้เป็นกรรมกรสถานีรถไฟ แม้ป๊ะจะทำงานหนัก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินพอสำหรับเลี้ยงลูกทั้งสามได้
ดังนั้นแม้ว่าจะอยากไปเรียนหนังสือมากแค่ไหน ฮูยันก็ต้องเลือกทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เด็กอย่างเขาจะทำได้
เด็กหญิงมิมปี เป็นเด็กช่างพูด ช่างซักช่างถาม
และเป็นลูกของแม่ค้าขายของชายแดน
หลังจากเรียนจบประถม เธอตั้งใจจะออกไปค้าขาย ขึ้นล่องระหว่างเมืองใหญ่กับชายแดน ช่วยแม่ของเธอขายของ
ฮูยันเรียนห้องเดียวกับมิมปี และทั้งคู่รู้จักกันเพราะ แปลงดอกไม้ และไอติมหวานเย็นสีฟ้า ที่ฮูยันเอามาขายก่อนจะลาออก

หลังจากออกจากโรงเรียน ฮูยันพบมิมปีที่สถานีรถไฟ
รถไฟพาเขาไปพบโลกแปลกใหม่ นำพาผู้คน และเรื่องเล่าใหม่ๆเข้ามาในชีวิต
และรถไฟนี่เองที่พรากเอาบางสิ่งบางอย่างไปจากชีวิตของฮูยันเช่นกัน
บนเส้นทางรถไฟสายที่มุ่งสู่ชายแดน ความฝันของเด็กๆเลื่อนไหล ไปพร้อมกับการเติบโต อันมีทั้งความสวยงาม และความเจ็บปวด
ในนามของ-การมีชีวิต-

หนังเรื่องนี้สร้างจากบทประพันธ์ของ นิพพาน ที่เขียนขึ้นในปี 2521 และได้รับรางวัลมากมายรวมทั้งกลายเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาอีกด้วย หนังถูกสร้างขึนในปี 2528 โดยฝีมือของ ยุทธนา มุกดาสนิท เจ้าของผลงานอย่าง น้ำพุ หลังคาแดง และ วิถีคนกล้า ซึ่งกำกับหนังเรื่องนี้ออกมาอย่างซื่อตรงต่อบทประพันธ์ โดยแทบไม่มีการตัดทอน และเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดีการถ่ายทำในสถานที่จริงเกือบทั้งหมด การใช้นักแสดงหน้าใหม่ (ซึ่งเล่นกันอย่างขัดเขินจนเป็นธรรมชาติ) รวมไปถึงการได้รับบริการจากดารารุ่นใหญ่ฝีมือดีอย่าง สุเชาว์ พงษ์วิไล และ ดวงใจ หทัยกาญจน์ ดนตรีประกอบสวยงามฝีมือ อ.ดนู ฮุนตระกูล และคุณจำรัส เศวตาภรณ์รวมไปถึง การเลือกใช้ภาษาภาพ ทำให้หนังไม่ได้ยิ่งหย่อนคุณค่าในความเป็นภาพยนตร์ลงไปเท่าใดนัก

หนังตั้งคำถามถึงชีวิตของผู้คนชายขอบโดยเฉพาะชีวิตของเด็กๆที่เกิดในรั้วรอบขอบชิดแห่งความยากจน ไม่ว่าเด็กๆเหล่านั้ จะเกิดในศาสนาใด เป็นเด็กดีหรือเด็กร้าย มีการศึกษาหรือไม่ สิ่งที่แบ่งแยกผู้คนออกจากกันอย่าสากล และแสนเจ็บปวดคือความยากจน กับความมั่งมี ภาพของฮูยัน และน้องๆ รวมไปถึงเด็กๆค้าข้าว (ซึ่งเคยมีอยู่จริงๆในนามของกองทัพมด ก่อนที่จะล่มสลายไปพร้อมๆกับการค้าของหนีภาษีอย่างเป็นระบบของนายทุน) ความยากจน นำมาซึ่งความเจ็บป่วย ของป๊ะ การไม่ได้เรียนต่อของฮูยัน ซึ่งถึงแม้จะหัวดีแค่ไหน โอกาสก็มีไม่พออยู่ดี
แต่หนังไม่ได้มุ่งเน้นเพียงฉายภาพชั่วร้ายของเงินเป็นใหญ่ เพราะที่หนังพูดถึงคือการมีชีวตอยู่อย่างมีความฝัน และความดีงาม หนังให้โมงยามดีๆของฮูยันกับ มิมปี และกับเพื่อนๆของเขาบนหลังคารถไฟ (หนังจับภาพเด็กๆบนหลังคารถไฟในแสงแดดยามเย็นได้ทั้งสวยงามและเงียบเหงา) แม้เรื่องราวที่เกิดกับฮูยัน จะเป็นความยากลำบากของการมีชีวิต แต่ชีวิตใช่จะต้องพ่ายแพ้ให้กับความยากลำบากนั้นเสมอไป
ในขระที่มิมปี((มีชื่อแปลว่าความฝัน) เป็นตัวแทนของความดีงามที่ยังคงหลงเหลือในโลก เธอชี้นำหนทางให้กับฮูยัน และคอยดูแลเขา เช่นเดียวกับอาเดล นาฆา และผองเพื่อน ในฉากหนึ่งนาฆาบอกกับเราว่า -นายอาจจะคิดว่าเราขี้ขลาด แต่นายก็รู้ว่าทุกคนบนนี้ไม่มีใครขี้ขลาดสักคน - เด็กๆค้าข้าวอาจถูกมองเป็นเด็กเกเรมากปัญหา แต่พวกเขาก็ล้วนทำไปด้วยเหตุผลของตนเองทั้งสิ้น

ภายใต้เรื่องเล่าของการยืนหยัดเพื่อความดีงาม หนังเปิดดวงตาของเราให้เหลียวมองเด็กๆของเราเองขณะที่เด็กคนหนึ่งอาจร่ำร้องหาวัตถุเครื่องเล่นชิ้นใหม่ เด็กๆอีกจำนวนมากยังคงต้องขายไอติมกันกลางแดดเพื่อให้ได้มาซึ่งเสื้อนักเรียนใหม่สักตัว เรามีสิทธิที่จะเพิกเฉย ทำเหมือนเช่นว่าพวกเขาไม่เคยมีอยู่ หรือมองพวกเขาเป็นเพียงพวกขี้เกียจสันหลังยาวหรือ พวกชั่วช้าเบียดเบียนผู้อื่น แต่ ใช่หรือไม่ว่าภายใต้เรื่องราวเหล่านั้นพวกเข้าล้วนต่างมีชีวิต และมีเรื่องเล่าที่เป็นของตัวเอง
หนังไม่ได้พูดถึง ผีเสื้อ และ ดอกไม้ เลย จนกระทั่งตอนท้ายเรื่องในงาน วันฮารี รายอ ผีเสื้อ ของมิมปี เด็กหญิงผู้มีชื่อแปลว่า ความฝันจะต้องโบยบินไปได้แสนไกล และดอกไม้ของเด็กชายฮูยัน ผู้มีชื่อแปลว่าสายฝน คงจะผลิบานอย่างดงาม เพราะแม้จะยากลำบาก พวกเขาก็มีความฝัน และยังมีชีวิต

f o o t n o t e

หนังเรื่องนี้จะเข้าฉษยในวันที่ 4 สิงหาคม เพื่อปิดท้ายเทศกาลกระจก ก้อนเมฆ เต่าบินได้ ผีเสื้อ และดอกไม้ ซึ่งจัดขึ้นที่โรงหนังเฮาส์ ผมอยากบอกว่าหากไม่ติดธุระปะปัง หนักหนาสาหัสจริงๆ อยากให้ไปดูหนังเรื่องนี้กันครับ ไม่ใช่แค่เพราะมันเป็นหนังไทยที่ดี แต่เพราะมันเป้นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง และที่สำคัญเราควรได้ดูฉากหลังคารถไฟ ในโรงหนังเป็นอย่างยิ่งครับ

แต่หากใครพลาดจริงๆหรืออยู่ต่างจังหวัด (อย่างผม) หาซื้อได้ในลิขสิทธิ์ ของ solar ราคา 40 บาท ครับแต่คุณภาพของภาพไม่ค่อยดีนักนะครับ

ข้อมูลหนังดูได้ที่นี่ครับ เวบหนังไทย ทำได้ดีเลยทีเดียว
http://www.thaiclassicalmovie.com/Movie.asp?MoviesID=110
แล้วก็นี่อีกเวบนึงครับ
http://www.thaicinemix.com/movies/ThaiMovie.asp?movie_id=5



edit @ 2005/06/09 19:05:56

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อยากดูจังแต่ ไม่รู้ว่าจะดูได้ที่ไหนบ้าง (ที่เชียงใหม่นะ)

#1 By ฎ (202.28.27.3) on 2006-11-14 11:40