Nobody knows เด็กๆคือดวงดาว /FS
posted on 30 May 2005 18:16 by filmsick in humanism
เด็กๆคือดวงดาว
ใครคนหนึ่งเคยเขียนประโยคนี้ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว
บนท้องฟ้าในยามค่ำคืน ดวงดาวทอแสงระยิบระยับจากห้วงหาวโพ้นไกล
ไม่เคยไม่สวยงาม.......
สวยงามเช่นเดียวกับดวงตาของเด็กๆ
แต่ด้วยระยะห่างระหว่างเรากับดวงดาว
เราจึงไม่พึงทราบ บนผิวดวงดาวบางดวง ระอุด้วยกลุ่มแก๊สคุกรุ่น
บ้างโอบล้อมด้วยอุกกาบาตนับหมื่นพัน
บ้างเย็นเยียบราวน้ำแข็ง
และด้วยระยะห่างของเรากับเด็กๆ
เราจึงไม่พึงทราบ
ข้างหลังดวงตาที่เหมือนดวงดาวแบกรับทุกข์ทนหนักหนาสาหัสสักเท่าใด
ดวงตาของอากิระ ของเคียวโกะ ของชิเกรุ ของยูกิ ก็เป็นเช่นกัน
ดวงตากระจ่างเหมือนดวงดาวของเด็กชายหญิงสี่คน
ที่อาศัยอยู่กับแม่ ของพวกเขา ในอพาร์ทเมนท์เล็กๆ ซึ่งไม่ชอบเด็กๆ
ตอนย้ายเข้า มี แม่ กับอากิระเพียงสองคนเท่านั้น
ยูกิ กับ ชิเกรุ อยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้า และเคียวโกะรอคอยเงียบเชียบอยู่ที่สถานีรถไฟ
นอกจากอากิระ น้องทั้งสามไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกห้อง หรือแม้แต่ไปที่ระเบียง
ไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่ได้มีเพื่อนเล่น
ใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งว่าพวกเขาไม่เคยมีอยู่
จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่เขียนโน้ตสั้นๆทิ้งไว้บนโต๊ะพร้อมเงินจำนวนหนึ่ง
โน้ตนั้นบอกถึงอากิระว่า แม่จะไม่อยู่สักระยะ ฝากดูแลน้องด้วย
จากนั้น เด็กทั้งสี่คนก็ใช้ชีวิตกันเพียงลำพัง ทำตัวเงียบเชียบเหมือนไม่เคยมีอยู่
ฤดูหนาวเคลื่อนผ่าน จากวันเป็นเดือน เด็กๆยังคงดิ้นรนกันอย่างเงียบเชียบ
ไม่มีใครรู้..............
.....................................................
หลังจากทำหนังเรื่องของหญิงม่าย (maborosi) ลัทธิประหลาด (distance) และความตาย( after life)โดยในทุกเรื่องล้วนมองผ่านมุมมองมนุษย์นิยมเต็มที่ คราวนี้ ฮิโรกาสุ โกรีอีดะ หันมาเล่าเรื่องของเด็กๆบ้าง หนังสร้างโดยอิงขึ้นจกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในญี่ปุ่น แต่นำมาดัดแปลงขึ้นเป็นบทภาพยนตร์ใหม่หมด โดยเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ อากิระ พี่ชายคนโต เขาอายุ 12 ขวบ หากเรียนหนังสือคงจะอยู่ชั้น ป.6 ทำหน้าที่ในการดูแลน้องๆทั้งสาม จ่ายตลาด หุงหาอาหาร บางครั้งก็ต้องรับผิดชอบ คุณแม่เหลวไหลของเขาด้วย พอเงินขาดมือ อากิระก็เร่ไปตามที่ต่างๆที่มีคนรู้จัก คนที่เคยนอนกับแม่ ขอเงินมาประทังปากท้อง
หนังให้อากิระเป็นคนเก็บงำ ไม่ว่าเรื่องใดๆ เขาไม่ปริปากบ่น ในขณะที่เคียวโกะ น้องสาวคนโต เป็นคนรับผิดชอบการซักเสื้อผ้า เธอรักแม่มากจนต้องไปแอบอยุ่ในตู้เสื้อผ้า ครั้งหนึ่งแม่เคยทาเล็บให้ (ด้วยความเมา) แต่พอเวลาผ่านพ้น สีเล็บก็เลือนหลุดลอก ทิ้งเพียงรอยจางๆของยาทาเล็บไว้บนพื้น ในขณะที่ ชิเกรุ และ ยูกิ เป็น ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อขโมยหัวใจคนดูโดยแท้ (ฉากอพอลโล ชอกโกของยูกิ และฉากค้นเหรียญตามตู้ของชิเกรุเป็นฉากที่ไม่อาจลืมเลือน)ในขณะที่ตัวละครอย่าง คุณแม่ โกรีอีดะก็พิสูจน์ให้เราเห็นถึงความรักในมนุษย์มากพอด้วยการไม่ทำให้เธอเป็นแม่ใจยักษ์ ที่ทิ้งลูกๆไปเสวยสุข(แม้บทจะเอื้อมากก็เถอะ) หนังวางให้แม่ของเด็กๆเองป็นเหมือนเด็กเล็กๆคนหนึ่งในร่างผู้ใหญ่ วิธีที่เธอพูดคุยกับลูก ๆ วิธีที่เธอแสดงออกต่อสิ่งต่างๆ ฉากที่อากิระมาส่งเธอที่สถานีรถไฟ คำพูดของเธออาจทำให้เราฉุนเฉียวถึงความไร้รับผิดชอบ แต่วิธีที่เธอพูด ทำให้เรารู้สึกว่า ที่แท้เธอก็แค่เด็กหญิงตัวเล็กๆที่ถูกขังไว้ในร่างผู้ใหญ่ ยิ่ง สายตาของอากิระที่มองเธอ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เขาทั้งกำลังมองแม่ และน้องสาวของตัวเอง
และแม้พลอตจะเอื้อให้ใส่เหตุการณ์สะเทือนอารมณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนังกลับเลือกนำเสนอตัวเองประหนึ่งบันทึกประจำวันในการเฝ้ามองดุเด็กๆ เล่นสนุก วาดรูป กินขนม ปลูกต้นไม้ นอนหลับ และปล่อยให้เราซึมซับช้าๆ ถึงชะตากรรมท่ามกลางความไม่รู้ไม่เห็นของผู้คนในสังคม หนังมักมีภาพเด็กๆยืนอยู่กลางถนน ผู้คนขวักไขว่ แต่ไม่มีใครสนใจเหลียวมอง และเพียงคนเดียวที่คอยช่วยเหลือเด็กๆทั้งสี่ ก็เป็นเพียงเด็กหญิงชั้นมัธยมต้นอย่างซากิ ที่เอาเข้าจริงชีวิตของเธอเอง ก็ต้องดิ้นรนเงียบเชียบ โดย-ไม่มีใครรู้-เช่นกัน
หนังตั้งคำถามถึงความเพิกเฉยของผู้คนได้อย่าชาญฉลาด ช่อ nobody knows ของหนังไม่ใช่เพียงวลีบอก เล่าสถานะของแด็กๆ แต่มันยังเป็นวลีถามไถ่ ถึงความชืดชาร้างไร้ ของผู้ใหญ่ด้วย ผู้ใหญ่ในเรื่องอย่างเจ้าของบ้านที่รักหมาแต่ไม่รักเด็ก หรือเจ้าของซุปเปอร์มาร์เกตจอมเฮี้ยบ แสดงถึความเพิกเฉยได้อย่างเจ็บแสบ ยิ่งในฉากที่ซากิพยายามหาเงินมาช่วยอากิระทำให้ตระหนักได้ว่า ผู้ใหญ่นอกจาจะ-ไม่รู้ไม่เห็น- แล้วบ่อยครั้งเขายังเป็นส่วนในการผลักดันเด็กๆของพวกเขาไปสู่จุดมืดอับที่สุดของชีวิตอีกต่างหาก
และดูเหมือนกล้องของหนังจะรักเด็กๆเอามากๆ หนังมักฉายภาพมือเล็กๆ เท้าเล็กๆของเด็ก เวลากลัวเด็กๆต้องการใครสักคนสัมผัสมือโอบกอด แต่ตลอดเวลาในหนังมีคนสัมผัสมือากิระเพียงสองคน คนหนึ่งคือ ซากิ ที่ที่จริงก็ต้องการการสัมผัสมือเช่นกัน ส่วนอีกคนคือโคชเบสบอล ที่ให้อากิระเข้าเล่นด้วยในฉากหนึ่ง สายตาของอากิระในฉากนี้ทำให้การจับมือธรรมดากลายเป็นฉากแสดงความโหยหาได้อย่างน่าทึ่ง ยิ่งหนังได้การแสดงที่เป็นธรรมชาติเอามากๆของเด็กๆทั้ง 4คน (และพิเศษ ที่ยูยะ อากิระ เจ้าของบทอากิระในเรื่อง ที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัลนำชายจากคานส์ มาได้) ว่ากันว่าหนังถ่ายทำโดยให้เด็กๆเล่นไปเรื่อยๆแล้วแอบเก็บภาพมา ทำให้ได้ภาพที่น่ารักและธรรมชาติเหลือเกิน
ในฉากหนึ่งของหนัง(ซึ่งเป็นฉากที่สวยที่สุดฉากหนึ่ง)
อากิระจูงมือยูกิเดินไปบนถนนสายเปลี่ยว
เสียงรองเท้า(แบบที่เด็กเล็กๆชอบใส่)ของยูกิ เป็นเสียงที่ทั้งน่ารักและน่าเศร้า
ทั้งคู่เกาะกุมมือกันขณะอากิระชี้ชวนให้ดูรถไฟลอยฟ้าและให้คำสัญญาแก่น้อง
ความฝันหายลับไปกับรถไฟลอยฟ้า
สองข้างทางเปล่าเปลี่ยว
เราปล่อยให้เด็กๆของเรากอดกันเองมานานเท่าไรแล้วหนอ
หนังจบลงอย่างศร้าๆแม้เราจะเห็นเด็กๆเดินลับหายไปในแสงแดดยามสายอบอุ่น แต่ในภาพนั้นไม่มีผู้ใหญ่แม้เพียงสักคนเดียว ท่ามกลางความเพิกเฉยชาชินของผู้คน จะมีดวงดาวอีกกี่ดวงที่จะตกอย่างเงียบๆโดยไม่มีใครรู้ และจะมีเด็กๆสักกี่คนที่พลัดหลงหายไปในความชั่วร้ายของโลก โดยไม่มีใครเห็น เด็กๆเดินลับไปในแดดสายไกลจากตา ก็ไกลจากใจ
ไม่มีใครรู้..........
edit @ 2005/10/27 02:07:01




แต่มีลูกแบบชิเกรุนี่ท่าจะเหนื่อยแย่
ดูแล้วแบบว่าร้องไห้เลย ตอนไปดูโรงน่ะ อายด้วย 555+
อีกเรื่องที่แนะนำ Be with you ฮะ
ชอบมากๆ ยังไงก้อลองหาดูนะ
#1 By Ae?yO (58.8.251.16) on 2005-05-30 18:55