ป๊อดเป็นหนุ่มบ้านนอก
ยายบอกว่าถ้าป๊อดเข้ามาทำงานในกรุงเทพ ป๊อดจะมีหางงอกออกมาจากก้น
ป๊อดมาทำงานเป็นคนงานโรงงานปลากระป๋อง จนนิ้วหายและหากลับมาได้ ก็ยังไม่มีหาง
ป๊อดมาทำงานเป็นยาม ได้พบจิน แม่สาวเสื้อฟ้ากับหนังสีขาวที่เธออ่านไม่ออก
แต่ก็ยังไม่มีหาง
ป๊อดมาทำงานเป็นคนขับรถแท๊กซี่รับส่งจิน ที่แพ้รถเมลล์ พบผู้คนมากมาย แต่ก็ยังไม่มีหาง
ป๊อดแอบหลงรักจินที่ตอนนี้ไปเป็นนักประท้วง เพื่อ ปีเตอร์ ฝรั่งไม่รู้ชื่อที่จินพบเพียงครั้ง แต่ก็ยังไม่มีหาง
ป๊อดเฝ้ารอจินบนภูเขาพลาสติกที่จินเก็บมากองไว้ แต่ก็ยังไม่มีหาง
ป๊อดพบจินและจินพบสิ่งที่ตามหา ทั้งคู่แต่งงานกัน...และมีหาง....

ในภาคหนึ่ง Ironpussy เป็นนามกรของฮีโร่สาวเปรี้ยวเก๋เท่เริ่ด และ ใช้พุทธธรรมออกปราบปรามคนชั่วทั่วประเทศ โดยมีผิว มอเตอร์ไซค์รับจ้างคู่ชีพคอยรับส่ง
ในภาคหนึ่งเธอเป็นชายหนุ่มหัวล้านทำงานเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อนามมงคล(หลังเลิกอาชีพอะโกโก้บอย
และอีกภาคหนึ่ง เธอได้รับคำสั่งให้ปลอมตัวไปเป็นลำดวน สาวใช้ในบ้านหรูไฮโซของ มาดามปอมปาดอย
ในภาคหนึ่ง เธอตกหลุมรัก คุณ แทง ลูกชายของมาดามปอมปาดอย ผู้วางมาดสุภาพคาบไปป์ คล้ายคุณชายกลาง
ในภาคหนึ่งเธอถูกเคี่ยวเข็ญ เขม่น มอง จาก คุณสมจินตนา แม่บ้านใหญ่ใจยักษ์
และในอีกภาค เธอคือลูกสาว ผู้พลัดพรากของ มาดามปอมปาดอย
ซึ่งไม่ว่าจะในภาคใดก็ตาม(ยกเว้นภาคนายมงคล) iron pussy คือตัวแทน กุลสตรีฮีโร่ ของแท้

หนังสองเรื่อง นี้ออกฉายในปีเดียวกัน
และทั้งสองผู้กำกับไม่ได้เป็นเจ้าของไอเดียหนังเริ่มแรก ทั้งคู่
โดยหมานครนั้น วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง สร้างหนังเรื่องนี้โดยดัดแปลง จาก หนังสือชื่อเดียวกัน ของ คอยนุช ผู้เป็นภรรยา
ในขณะที่หัวใจทรนง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล สร้างขึ้นเป็นตอนต่อ ของหนังสั้นสุดเก๋ the adventure of iron pussy ซึ่ง หนังสั้น เขียนบท กำกับ และนำแสดง โดย ไมเคิล เชาวนาศัย ศิลปินอิสระผู้เป็นเพื่อนสนิทของผู้กำกับ
ซึ่งนอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว หนังทั้งคู่ยังมีจุดร่วมกันในอีกหลายเรื่อง ซึ่ง นอกจากจะเป็นแค่ความคล้ายคลึงทางเทคนิคแล้ว ยังสามารถสะท้อนไปได้ไกลถึง ความเป็นไทย ทั้งใน และนอกโลก
ประหลาดของหนังทั้งสองเรื่องอีกด้วย




บ้านของป๊อด และเพลงของลำดวน

ทั้ง หัวใจทรนง และ หมานครมีร่องรอย ของการย้อนระลึกถึงอดีตความรุ่งโรจน์ของหนังไทยอยู่เต็มเปี่ยม
ในหมานคร ฝาบ้านของป๊อด ทำจาก ป้ายโรงหนังเก่า ที่เป็นรูป ของ มิตร ชัยบัญชา และ เพชรา เชาวราษฏร์ อดีตพระ นาง คู่ขวัญแห่งหนังไทย ในยุคอดีต
นอกจากนี้ การเลือกใช้ สี ฟ้าน้ำทะเล และ สีชมพูบายเย็น อันเป็นสีที่มักพบเห็นในหนังไทยสียุคโบราณ ไล่เรื่อยไปจนถึงป้ายโฆษณางานวัดตามชนบท (ซึ่งในช่วงสิบปีให้หลัง ต้องหลบให้สีสะท้อนแสงสุดเจ็บ อย่างสีเขียวและส้ม)
ตัวผู้กำกับเอง เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ประเทศไทยนั้นเป็นเมืองร้อน และเรานิยมสีสันจัดจ้านกันมาแต่โบร่ำโบราณ จนกระทั่งการไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตก ทำให้เราเปลี่ยนความเชื่อมาเป็นว่า สีที่สวยงามคือสีสันเรียบๆ และสีจัดจ้าน เป็นสีที่เชย เกร่อ เสร่อ ตกสมัย ( วาทกรรม ทั้งสี่คำ ยังถูกคนเมืองนำมาใช้กับความเป็น บ้านนอก- อีกต่างหาก ) ความเป็น บ้านนอก- (ซึ่งในหนัง วิศิษฏ์บอกว่าทุกสิ่งมันเชื่องช้ากว่าในเมือง) ยังคงความเป็นอดีตไว้ได้มากกว่าในเมือง และการใช้สี แบบนี้ จึงเป็นการเลือกสีเพื่อเป็นการย้อนระลึกถึงความเป็นไทยในอดีตนั่นเอง (เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ลองนึกถึงหนัง ฟ้าทะลายโจร หนังเรื่องแรกของผู้กำกับคนเดียวกันประกอบไปด้วย)
ในขณะที่ หัวใจทรนงนั้นหนักข้อมากขึ้น
เพราะนอกจากการย้อมสีฟิล์มแล้ว ยังลุกลามไปถึง เสื้อผ้า ทรงผม โดยเฉพาะในสัดส่วนของลำดวน ทรงผมโบราณเรียบกริบ แม้ในยามคับขัน ชุดที่ออกแบบราวกับเป็นชุดรุ่นคุณแม่ (ในฉากแรก ลำดวนสวมงอบ ในฉากในวัด เธอนุ่งผ้าถุง และคลุมผ้าคลุมผม )
รวมไปถึงบทสนทนาในหนัง ที่จงใจให้ออกมาเชย สุดขีด (จนกลายเป็นความฮา สุดขีด)
บทสนทนาเช่น
-เธอช่างแก่นแก้วห้าวหาญ เยี่ยงวัยรุ่นชาย
-อย่าตัดสินลำดวนเพียงความสวยงามที่หน้าตาสิคะ
-เธอช่างแต่งตัวทะมัดทะแมงเหมาะสมกับสถานการณ์เสียเหลือเกิน
บทสนทนาประหนึ่งถ้อยคำที่กระโดออกมาจากหน้าหนังสือมากกว่าที่คนพูดกันในชีวิตประจำวัน
รวมไปถึงการใช้เสียงพากย์แทนเสียงตัวละครจริง (ด้วยเสียงพากย์แบบหนังไทยในอดีตยุคก่อนหนังบันทึกเสียงลงในฟิล์ม) และ ยังกำหนดให้พากย์ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง อีกต่างหาก
ซึ่งทั้งสามส่วน ล้วนเป็นสิ่งที่พบได้อย่างดาษดื่น สามัญ ในหนังไทยยุคโบราณ
(และเป็นข้อที่หลายคนจิกกัดมาตลอดว่า มันช่างไม่สมจริงเสียนี่กระไร - )


แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปมากกว่า การเป็นเพียงแค่ การ-บูชาครู- ของหนังไทยโบราณ อันเป็นรากฐานของหนังไทยในปัจจุบัน
( ตัวของ อภิชาติพงศ์ นั้น หลงไหลในบรรยากาศ ซื่อ จริงใจ ของหนังไทยในอดีต สร้างสัตว์ประหลาด ที่เล่าเรื่องด้วยวิธีการแสนซื่อ(แต่ดูยากมากกกกก) และยังประกาศตัวป็นแฟน คนทำหนังไทยรุ่นใหญ่พันธุ์แท้ อย่างเชิด ทรงศรี อีกต่างหาก และสำหรับในกรณีของ วิศิษฏ์ นั้น ฟ้าทะลายโจร คงเป็นคำตอบที่ดี )
ความเป็นไทยโบราณในหนังทั้งสอง ล้วนอยู่ในเวลาย้อนหลังไปสี่สิบห้าสิบปี ทั้งคู่(ซึ่งเป็นยุครุ่งโรจน์ของหนังไทย)
ซึ่งความเป็นไทยในยุคนั้นไม่ใช่เป้นความเป็นไทยแท้ๆ หากผสมกลมกลืนอยู่ด้วยกลิ่นตะวันตกไม่น้อย
ทรงผมแบบสวอน กระโปรงมินิเสกิร์ต ชุดสาวใช้ และท่าเริงระบำประหนึ่งthe sound of music ใน หัวใจทรนง กับสีสันในเรื่อง โฆษณา บนเสื้อป๊อด และ เรื่องราวคุณชายใหญ่กับพลับพลึงในนิยายของจิน ล้วนมีที่มาที่ไป จาก ความเป็นตะวันตกทั้งสิ้น
หากแต่เมื่อมองย้อนจากยุคปัจจุบัน ที่วัฒนธรรมตะวันตก ทะลักไหลเข้าสู่ประเทศ ยึดพื้นที่ไปทั่วทุกหัวระแหง จาก เมืองหลวง ถึงชนบทห่างไกล ภาพที่ปรากฏในหนัง เมื่อเทียบย้อนกับปัจจุบันขณะ มันจึงดู ไทย เอามากๆ
แต่ที่น่าสนใจคือ ความเป็นไทยในตัวของมันเอง ความเป็นไทยอันเจือปนด้วยเปลือกนอกแบบสากล น่าแปลกที่มันประสมกลมกลืนกันจนกลายเป็นไทยได้มากกว่าฝรั่ง
ผู้คนแต่งตัวสากล ใช้เทคนิคภาพยนตร์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่เนื้อหา วิธีคิดกลับ เป็นไทยจนฉายชัด
ในขณะที่ยุคปัจจุบัน เรากลับพบว่ามันกลับด้านกันเสียสิ้นเชิง เมื่อหนังของเรา(และวิถีชีวิตเรา) ถึงกับต้องถวิลหาความเป็นไทยกันเสียยกใหญ่
ที่สำคัญหลายครั้งเราพบว่าภายใต้รูปโฉมภายนอกเป็นไทยโบราณ กลับมีวิธีคิดแบบตะวันตกจนน่าพรั่นพรึง



คุณยายจิ้งจก และ เจ้าพ่อจอมปลวก

วิศิษฐ์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งถึง ภาวะ magical realism (สัจจนิยมมหัศจรรย์ *)ในหมานคร ของเขา เขาว่าประเทศไทยโดยเนื้อแท้ มีความเป็น magical realism ในตัวของมันเองมานานนม เรามักได้ยินตำนานนู่นนี่ เรื่องภูตผีลึกลับ เรื่องเจ้าป่าเจ้าเขา หรือแม้แต่ เรื่องเล่าโบร่ำโบราณอย่าง อุทัยเทวี ก็เป็นความเป็น magical realism อย่างหนึ่ง
ในหมานคร คุณยายตายไปเกิดเป็นตั๊กแตน และเวียนว่ายตายเกิด อีกหลายทอดก่อนจะเป็นจิ้งจกมาทักป๊อด ตอนฆ่าตัวตาย การเวียนว่ายตายเกิด เป็น คติความเชื่อแบบพุทธ ถูกผสมผสานกับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ภูตผี ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นแนวความคิดคนละขั้ว ที่ในสังคม กลับร้อยรัดเป็นหนึ่งเดียวจนหลายครั้งเราสับสนว่าพิธีกรรมใดเป็นของพุทธ และอันใดเป็นเพียงความเชื่อผี
ในขณะที่หมานครเล่าส่วนนี้อย่างเห็นภาพ หัวใจทรนง กลับแสดงด้านที่ไม่เห็นภาพแต่เป็นความเชื่อแท้ๆ ในฉากที่ผิวถูกยิง ลำดวน หอบร่างผิวมาพงต้นไม้ ด้านหลังต้นไม้มีจอมปลวกห่อผ้าหลากสี ขณะลำดวนประนมมือ ขอให้เจ้าพ่อจอมปลวกคุ้มครองผิว (ถ้านับเฉพาะว่าเป็นมุก ก็ได้เต็มสิบไปแล้ว) ยิ่งรวมกับฉากที่พรประธาน พูดกับลำดวน ยิ่งแสดงถึงความเกี่ยวเนื่อง ซ้อนทับ ของหลัก พุทธ กับ ผี ที่เป็นส่วนพยุงสังคมไทยมาโดยตลอด ก่อนที่ อภิชาติพงศ์ จะขยายความในส่วนนี้ออกไปเป็น สัตว์ประหลาด ได้อย่างน่าทึ่ง

คุณชายใหญ่/ พลับพลึง และ คุณแทง/ลำดวน
นอกจาการที่ฝ่ายชายของทั้งคู่ คาบไปป์ เหมือนกัน(ซึ่งทั้งคู่น่าจะมีที่มาจากมาด คุณชายกลาง แห่งบ้านทรายทอง นิยายและละครที่ถือได้ว่าอมตะที่สุดของประเทศไทย)
การที่หมานครเลือก คุณชายใหญ่ และพลับพลึงเป็นตัวแทนความฝันของจิน ในขณะที่ คุณแทง ไปปรากฏใบหน้าอยู่ในดวงจันทร์ยามค่ำคืนเหนือหน้าต่างห้องของลำดวน ใน หัวใจทรนง นั้น อาจจะมีที่มาเพื่อการเสียดสี ละครหลังข่าวเรื่องดังกล่าว
แต่การที่ละครเรื่องเดิมนี้ถูกนำมาเสียดสี อ้างถึงในภาพยนตร์ ต่างกรรมต่างวาระ (มีหนังไทยอีกหลายเรื่องที่ยกบ้านทรายทองมาอ้างอิง ล้อเลียน) ทำให้ตระหนักได้ถึงความเป็นอมตะของมันและตระหนักได้ถึง ภาวะความ-พาฝัน ของเรื่อง
ในบ้านทรายทอง พจมานยากจนข้นแค้น ถูกแกล้งต่างๆนาๆ(เฉกเช่นเดียวกับที่ลำดวนต้องผจญ คุณ สมจินตนา )แต่สามารถใช้ความดีงามในจิตใจเอาชนะผู้ชายแช่แข็งอย่างคุณชายกลางได้
ภาวะพาฝันสามัญของเด็กสาวไทยในทุกยุคทุกสมัย ยังคงทรงประสิทธิภาพเสมอ
แต่อย่างไรก็ดี ระยะหลัง ยิ่งรีเมคพจมานมากขึ้น ความดีงามของเธอก็ลดลงไปทุกครั้งราวจะเป็นสัญญาณเตือนถึงวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ ที่ ความดีงาม ค่อยๆถูกลดทอนคุณค่าลง



ยอด/ หมวย /แม่ม /ธงชัย / คง / xxxชอบเลีย และ มาดามปอมปาดอย/ ผิว /คณะรัฐมนตรี

ยอด หมวย แหม่ม ธงชัย(หมีพูดได้) xxxชอบเลีย เป็นตัวละครรองในหมานคร ซึ่งที่แท้แล้วเป็นแก่นกลาง ที่เรื่องต้องการพูดถึง เพราะที่แท้แล้ว หมานคร ไม่ใช่หนังรักของป๊อดกับจิน แต่เป็นเสมือน จดหมายรักที่ วิศิษฏ์ เขียน ถึง กรุงเทพมหานคร เมืองที่เขาอยู่อาศัย
เราอาจพบว่าตัวละครเล็กๆเหล่านี้ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเสียดสี ความอ่อนด้อย ป่วยไข้ ของคนกรุง (รวมไปถึงการเป็น หมานคร เมืองที่ทุกคนมีหาง) หากแต่หนังกลับไม่ได้จิกกัดกรุงเทพอย่างรุนแรง หนังกลับทำตัวราวกับ หยอกเย้า กรุงเทพเล่นด้วยความรัก เพราะภายใต้มุกเสียดสี หนังกลับถ่ายทำเมืองกรุงเทพออกมาอย่างสวยสดงดงาม น้องแหม่ม อาจเป็นเด็กสาวสักคนที่ไม่รู้จักโต คง อาจเป็น ผู้ไม่ชอบปฏิบัติตามกฎจราจร ยอดกับหมวยอาจสะท้อนภาพความแออัดบนรถเมล์เมืองกรุง หรือแม้แต่ป๊อดกับจิน ก็สามารถถูกแทนค่าเสียดสีความเป็นไปในกรุงได้เช่นกัน
ในฉากประท้วงของจิน เราจะพบว่าไม่มีตัวหนังสือภาษาไทยเลยสักตัว ราวกับจะพูดถึงกระแสนิยมที่พัดโถมจนผู้คนไม่เป็นของตัวเอง
มุกเล็กๆเหล่านี้ อาจถูกสร้างเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ แต่มันกลับทำหน้าที่สะท้อนมุมมองที่ผู้กำกับมีต่อ มหาหมานครแห่งนี้ เพียงแต่ว่า ผู้กำกับได้เลือกที่จะประณาม หรือด่าทอ ความผิดปกติ หากแต่คล้ายจะบอกว่า กรุงเทพ ฉันรักเธอ แต่บางทีเธอก็น่าตบ เพราะฉะนั้นฉันจึงเขียนจดหมายรักถึงเธอด้วยอารมณ์ตบเธอแฝงมาด้วย
โดยรวมมันอาจลดทอนพลังการเสียดสีของหนังลง แต่กลับเพิ่มความน่ารักทั้งต่อหนังและต่อความคิดของผู้กำกับได้อีกต่างหาก
หากหาง หมายถึงการ กลายเป็นคนเมือง
การทำให้ป๊อดมีหางในตอนจบน่าจะเป็นสิ่งที่พูดแทนความรักต่อ มหาหมานครแห่งนี้
แต่กับหัวใจทรนงนั้นต่างไป ต้นฉบับเดิมของหนังนั้นเป็นหนังสั้นสุดแสบสันต์ iron pussy เดิมพูดภาษาอังกฤษ สำเนียงไทย เพื่อยั่วล้อคนบางจำพวก แปลงกายไปช่วยสาวอะโกโก้ จากต่างชาติ
ความกร้าวในเนื้อหา ลุกลามมาถึงฉบับหนังใหญ่
คนอย่างมาดามปอมปาดอย (ที่เลือกตัวดารุณี กฤตบุญญาลัยได้เฉียบขาดมาก) เป็นการจิกกัด ไฮโซ ชั้นสูง ขณะที่ผิว เป็นเสมือนตัวแทนชนชั้นล่างในโลก เจ็บ จน โง่ และคณะรัฐมนตรีที่ต้องพึ่งพา อะโกโก้บอยในยามยาก
อภิชาติพงศ์ (หรือบางทีอาจจะเป็นไมเคิล) ใช้ตัวละครเหล่านี้เป็นกระบอกเสียงแทนความป่วยไข้ของประเทศไทย แม้จะเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แต่แฝงความเย้ยหยันไว้มากกว่าหมานครหลายเท่าตัว


หนังสือปกขาว สาวนักฝัน
จินมักอ่านหนังสือปกขาวที่เธออ่านไม่ออก
หนังสือปกขาว ที่จินอ่านไม่ออกทำหน้าที่ประหนึ่งความฝัน ของจิน ที่เธอเอาแต่ไล่ตาม ด้วยการพยายามหาคนที่อานหนังสือเล่มนั้นออก จนพบความจริงที่ชวนช๊อค และพาเธอกลับไปสู่ประโยคที่ยอดบอกป๊อด และป๊อดบอกเธอ บางสิ่งยิ่งหายิ่งไม่พบ แต่เมื่อหยุดหามันอาจจะพบก็ได้ แม้จะเป็นประโยคหลักของหนัง ที่กล่าวถึงการไล่ตามความฝันของเด็กสาวจนพลัดหลงไปในโลกแห่งกระแสนิยม(การไปประท้วง / ปลูกต้นไม้ ) และ โลกลวงที่สร้างขึ้นมาปิดกั้นตนเอง ( นายปีเตอร์ / การปฏิเสธรักจากป๊อด เพราะเขาไม่มีหาง ) ก่อนที่จะพบความไม่มีอยู่จริงของมัน ถึงแม้นี่อาจจะเป็นหัวใจหลักของหนัง แต่เอาเข้าจริงแล้ว ส่วนที่โดดเด่น เป็นเอก กลับเป็นเรื่องเล่าระหว่างทางมากกว่าส่วนนี้ ซึ่งยังผลให้การย้ำประเด็นนี้ในตอนท้าย ดูหลุดไปจากเป้าหมายของเรื่อง จนน่าเสียดาย


กุลสตรีฮีโร่
iron pussy นิยมปราบเหล่าร้ายด้วยประโยคอย่างเช่น
- เอาชนะชีวิตด้วยปัญญาดีกว่าพึ่งพายาเสพติดนะคะ หรือ
- ยาเสพติดทำลายชีวิต คิดสักนิดชีวิตจะดีขึ้น นะคะ เป็นต้น

iron pussy มีชีวิตโดยมีธรรมะเป็นหลักยึด(ข้อความนี้เชย ราวกับหลุดออกมาจากในหนัง ฮา!) ในยามเธอไม่ปฏิบัติงาน เธอมักสวมชุดไทย ที่ทั้งเก๋ ทั้งเวอร์ ไปปล่อยเต่าปล่อยปลา สนทนาธรรมกับแม่ชี ถึงขั้น ร้อยมาลัย ขณะรับงาน ภาพลักษณ์ กุลสตรพิมพ์นิยม หาที่ติไม่ได้ หากแต่ในอีกด้านหนึ่ง เธอ เคยเป็นอะโกโก้บอย เธอแต่งตัวเปรี้ยวปี๊ด เวลาปฏิบัติการ และที่สำคัญเป็น ผู้ชาย! ภาพลักษณ์สุดขั้วตรงข้ามกุลสตรีพิมพ์นิยมโดยสิ้นเชิง
พลันเกิดคำถาม แล้วอันใดเล่ากำหนดค่า นิยามความเป็น กุลสตรี เสมือนหนังจะตั้งคำถามเช่นนี้
ในฉากที่iron pussy รับงานจากคณะรัฐมนตรี มีท่านหนึ่งบอกว่า iron pussy ไม่เหมาะกับงานนี้ เนื่องจาก ปูมหลังของเธอนั้นเป็น อะโกโก้บอย มันจะ-ไม่งาม- ที่สำคัญเหนืออื่นได ท่ารมต.หน้าเหมือน ท่านั้น เป็นผู้หญิง !
ราวกับหนังจะบอกว่า นิยามความเป็นกุลสตรีนั้นที่แท้ถูกกำหนดโดยเพศหญิง ที่สำคัญ มันแฝงนัยยะกดขี่ทางเพศ ในเพศเดียวกันไว้อย่างแนบเนียน!
ในขณะที่ความเป็น ฮีโร่ กลับถูกกำหนดด้วยเพศชาย
หนังซูเปอร์ฮีโร่ปราบเหล่าร้าย ร้อยละเก้าสิ เป็นผู้ชาย และในกรณีของผู้หญิง มันมักจะถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเพศชาย
ยกตัวอย่างเช่น ลาร่า ครอฟท์ กับ ตู้มๆ (เรเดอร์ส)ของเธอ
แต่ในกรณีของ iron pussy นั้นต่างไป
เพราะใครกันจะจินตนาการถึงฮีโร่สาวแสนสวย ที่ช่างแต่งตัวได้ทะมัดทะแมง เหมาะสมกับสถานการ์ณ-
แต่เป็น กระเทยแต่งหญิง!
ดังนั้นในการมาถึงของiron pussy จึงเป็นเสมือน การทวงถาม สิทธิทั้งในฐานะของความเป็นเพศหญิงและความเป็นเพศชาย ภายใต้การชั่งตวงวัดด้วยไม้บรรทัดจริยธรรมอย่างง่าย
มันถูกต้อง เหมาะสม แล้วหรือ และที่แท้นั้นที่ทางทาวเพศของเราควรตกอยู่ภายใต้กรอบคับแคบ ของหญิง ชาย หรือไม่

ในฉากจบของหมานคร ป๊อดกลายเป็นคนมีหาง
จินเลิกค้นหาและค้นพบบางสิ่ง
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีหาง เพราะมันไม่สำคัญเท่ากับ การได้อยู่ด้วยกัน
รักและชัง หมานครไปพร้อมๆกับใครสักคน

และในฉากเปิดของ หัวใจทรนง ที่ไหนสักแห่งในประเทศ ไทย
Iron pussy ถอดงอบ แล้วฝากต้นหอมไว้กับผิว
ก่อนจะเข้าไปช่วยนางสาวแก่นเซี้ยว (ที่เล่นโดยหมออ้อย! วู้ววววว) จัดการกับผู้ร้าย
ราวกับจะเป็นการส่งต่อภาพลักษณ์ นางเอกยุคใหม่
คนที่เป็นชายแต่งหญิง มีธรรมะเป็นเครื่องชี้นำ
และปราบเหล่าร้ายโดยมีเต้าเจี้ยวหนึ่งขวดเป็นรางวัล

จากกรุงเทพ ถึงประเทศไทย จากตะวันออกถึงตะวันตก จากอดีตถึงปัจจุบัน
นี่คือเรื่องเล่าของหมาและแมว ที่แสนจะเก๋เท่ เปรี้ยวเหลือใจ



*สัจนิยมแนวมหัศจรรย์ สะท้อนสังคม การเมือง และแนวคิดร่วมสมัย มีกลวิธีการประพันธ์ที่เป็นเอกลักษณ์ คือ เป็นการผสมผสานโลกในจินตนาการและโลกแห่งความเป็นจริงเข้าไว้ด้วยกันจนแยกไม่ออก ทำให้นวนิยายมีลักษณะสมจริงและมหัศจรรย์ ลักษณะเด่นของนวนิยายประการหนึ่งคือการสร้างตัวละครที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาดในโลกสัจนิยมที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ตัวละครนั้นดำเนินชีวิตตามปกติและไม่รับรู้ความผิดปกตินั้น แต่ความมหัศจรรย์และแนวคิดต่างๆจะปรากฏแก่สายตาผู้อ่าน/อ้างอิง : 2543. นพวรรณ รองทอง. กำเนิดและพัฒนาการของนวนิยายสัจนิยม


edit @ 2005/06/13 16:01:32

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

พี่เขียนได้เฉียบขาดมากเลยค่ะ
ทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องที่ชอบ และรู้สึกว่าตีความได้บางจุด ไม่ได้บ้างก็มี
ต้องขอบคุณบทความของพี่ที่ให้ความกระจ่าง
ขอบคุณที่มอบแง่มุมใหม่ๆ ให้ทราบค่ะ กระจ่างแบบสุดๆ!

#1 By เอม (210.86.148.72 /172.16.1.103) on 2005-07-11 16:30

เยี่ยมครับ

#2 By นิกกี้ (202.28.77.30 /10.38.1.66) on 2005-08-20 13:05

#3 By คนต (203.114.122.234) on 2005-11-14 17:12

คนมีหาง
มีนิสัยอย่าง
ไรบ้าง

#4 By (203.107.206.117) on 2006-03-06 08:53

#5 By (61.19.117.211 /61.19.117.210) on 2006-03-26 12:49

#6 By (61.19.117.211 /61.19.117.210) on 2006-03-26 12:50

ชอบเรื่องหมานรมากกค่ะ
ดูแล้ว happy

#7 By =v[q (221.128.111.137) on 2006-05-05 23:40

ขอบคุณที่ให้ข้อมูลนะคะ
เป็นข้อมูลที่จาใช้สอบพอดีเลย

#8 By มากกว่าคำขอบคุณ (202.28.27.6 /10.30.4.8) on 2007-02-15 16:45

#9 By (124.157.246.69 /192.167.1.254) on 2007-05-23 09:58

เยี่ยม

#10 By I'm strawberry (125.25.26.119) on 2008-09-21 17:49

ขออนุญาตนำบทความนี้ไปอ้างอิงในรายงานนะคะ

ถ้าเป็นไปได้รบกวนขอชื่อคนเขียนหน่อยนะคะ จะได้อ้างอิงได้ถูก รบกวนติดต่อ silpakornian@hotmail.com นะคะ

ขอบคุณมากๆคะ

บทความนี้อธิบายสิ่งที่คิดไว้ได้หมดเลย และชัดเจนกว่ามากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ขอบคุณที่เขียนนะคะ

#11 By วณต (124.121.161.124) on 2009-03-11 23:05

Hot!

เพิ่งได้อ่านครับ

ชอบจัง!!

#12 By aaax on 2009-09-22 15:16

คนที่จะดูหนังเรื่องนี้แล้วเข้าใจได้ดี คือคนที่เคยใช้ชีวิตทั้งในกรุงและบ้านนอกมามากพอ และต้องเป็นการใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลางถึงล่างด้วย และถ้าใคร"เคย"ใช้ชีวิตมาแล้วทุกอย่างที่มีในหนัง จะ"เข้าถึง"หนังเรื่องนี้ได้มากที่สุด

ผมเป็นคนที่ชอบความสมจริงทุกอย่างในหนัง เกลียดหนังดราม่าประโลมโลก หนังต้นทุนสมองต่ำ หนังเพลง หนังอินเดียเต้นทั้งเรื่อง แต่หนังเรื่องนี้สร้างให้ผมรู้ตั้งแต่ต้นว่าให้มองข้ามความสมจริงไปเสีย ด้วยการทำภาพให้สวยเกินจริง แล้วจงดื่มด่ำเอาเฉพาะเนื้อหา, สิ่งที่ตัวละครกำลังคิด, สิ่งที่ตัวละครกำลังรู้สึก เรื่องราวที่หนังกำลัง"สื่อ"ถึง ซึ่งแม้แต่หนังที่ทำออกมาได้"สมจริง"ที่สุดก็ยัง"สื่อ"ไม่ได้ อย่างเช่นฉากแม่สาวเสื้อฟ้ากับอยากอยู่ห่างๆ ป๊อดซักพัก ซึ่งดูเหมือนจะตลก แต่คนที่เคยตกหลุมรัก หรือเคยอกหักจะเข้าใจได้ทันที ว่าช่วงเวลานั้น ในหัวจะไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลย ใครมาพูดอะไรด้วยก็ไม่รู้เรื่อง หูไม่รับรู้อะไร ตาไม่รับภาพอะไรอีก เพราะถูก"อารมณ์"เข้าครอบงำ ไม่ได้หมายความว่าเราจะเห็นคนทุกคนใส่ชุดสีฟ้าทั้งหมด แต่ทั้งหมดของสมองเรา เห็นแต่ภาพแม่สาวเสื้อฟ้าต่างหาก

กลัวเหลือเกินว่า จะไม่มีหนังที่คนมี"สมอง" สร้างออกมาให้คนมี"สมอง"ดู เหมือนหนังเรื่องนี้อีก เพราะคนมี"สมอง"มักจ่ายเงินยาก แต่คนไม่มี"สมองมักปล่อยให้เขาหลอกเอาเงินไปได้ง่ายๆ

ขอเป็นกำลังใจให้ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ครับ

หนังไทยอีกเรื่องหนึ่งที่ขอชื่นชมคือ นางนาก ผมไม่ชอบหนังผี เพราะเกิดมาไม่เคยเห็นผี และรู้ว่า 99.99% ของหนังผีเป็นเรื่องโกหก ขาดความสมจริงอย่างรุนแรง เช่นเวลาที่รู้ว่ามีผีแล้วเดินถอยหลังเพื่อให้เจอผีจากข้างหลัง เป็นมุขที่ปัญญาอ่อนที่สุด แต่เรื่องนางนากกลับสื่อให้เห็นถึงความรักบริสุทธิ์ที่สุดของหญิงคนหนึ่งที่จะพึงมีให้แก่ลูกและผัวได้ เรื่องนี้ถ้าใครยังไม่เคยมีครอบครัวก็ยากที่จะเข้าถึงได้ ซึ่งความ"เฮี้ยน"ของนางนาก เกิดจากความ"รัก"ที่มีต่อผัว นั่นคือ จริงๆ แล้ว นางนากไม่ได้"เฮี้ยน"ที่สุด แต่นางนากรักผัวที่สุด และอาลัยอาวรณ์ต่อการที่จะไม้ได้ใช้ชีวิตอยู่กับผัวเมื่อตัวเองต้องตายก่อนต่างหาก ส่วนความ"ดื้อ"ของนายมาก ที่ไม่เชื่อเพื่อนบ้าน ก็เกิดจากความรักความคิดถึงเมียและลูก ถ้าใครไม่เคยมีเมียและเมียกำลังท้องแก่ เคยได้เล่นกับลูกที่ยังอยู่ในท้อง ได้พูดคุยกับเขาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็นหน้าเขา คุณจะอยากได้เจอเขาแค่ไหน คุณคงไม่เข้าใจ สำหรับผม ช่วงเวลาที่เมียน่ารักที่สุด สวยงามที่สุด คือตอนที่ท้องแก่ เพราะเขาคือคนที่เรารักและเขายังมีคนที่เรารักอีกหนึ่งคนอยู่ในตัวเขา แม้เพียงคืนเดียวเราก็ไม่อยากจากเขาทั้งสองไป แล้วนี่ไปรับราชการทหาร ต้องบาดเจ็บจนเกือบตายมาแล้ว อะไรจะมีค่าเกินกว่าการได้อยู่กับลูกกับเมียที่เรารักได้อีก

#13 By สุริยา (203.144.192.198) on 2010-12-22 11:39

#14 By casino online (61.19.66.80) on 2011-04-21 20:31

สุดยอดมากๆเลยquestion question question

#15 By ไพ่ออนไลน์ (61.19.66.135) on 2011-04-23 16:55