Land of plenty ดินแดนแห่งการให้อภัยชั่วนิรันดร์/FS
posted on 28 May 2005 10:02 by filmsick in humanism, see-it-and-die
หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายนประเทศอเมริกาก็ไม่อาจกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก
เช้าวันนั้น เครื่องบินโดยสารสองลำ ถูกสลัดอากาศจี้แล้วพุ่งเข้าชนตึกแฝดที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้าโลก
ทุกสิ่งทุกอย่างล่มสลายลงในชั่วเพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ทั้งชีวิตของผู้คน ตึกรามบ้านช่อง และ สันติภาพของโลกทั้งใบที่อาจไม่เคยมีอยู่จริง
ลานากลับเข้ามาในอเมริกาภายหลังเหตุการณ์นั้นผ่านพ้น
หลังจากติดตามแม่ไปยังที่ต่างๆรอบโลก
เธอหลับตาขอบคุณพระเจ้าที่พาเธอกลับมายัง-บ้านเกิด- อีกครั้ง
แม้จะเป็นบ้านเกิดที่เธอไม่เคยคุ้นเธอก็ยินดี
เธอมาอาศัยอยู่กับคณะมิชชันนารีผู้เอื้อเฟื้อ
คอยช่วยเหลือคนจรจัดข้างถนน ไปพร้อมๆกับตามหา ลุงพอล ญาติคนเดียวที่เธอเหลืออยู่
หลังเหตุการณ์ 11 กันยา ลุงพอลของเธอเร่ร่อนไปตามท้องถนน
กินนอนในรถตู้คันเก่าโทรม ที่เต็มไปด้วยเครื่องมือสังเกตการณ์ กล้องวิดีโอ วิทยุสื่อสาร และปืนหนึ่งกระบอก
ลุงพอลเชื่อว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีต่อประเทศชาติยังคงลอยนวลอยู่ที่ไหนสักแห่งในประเทศนี้
และหน้าที่ของเขาคือคอยสอดส่องดูแลผู้คนของเขา
ลุงพอลเคยไปรบในเวียตนาม เชื่อมั่นอย่างมากว่ากำลังทำเพื่อชาติ แม้จะเหนื่อยยากทุกข์ทน
ร่อนเร่ไปตามที่ต่างๆเพียงลำพัง เขาก็ไม่ย่อท้อ
ลุงพอลติดตามชายชาวอาหรับผู้หฯงที่หอบหิ้วหกล่องบอแรกซ์ เดินไปไหนมาไหน
จากการสืบค้นโดยแหล่งข่าวที่เป็นช่างซ่อมรถ บอแรกซ์เอาไปทำระเบิดได้
ลุงพอลจึงเชื่อฝังจิตฝังใจว่าชายคนนั้นกำลังจะก่อการร้าย
ลาน่าตามหาจนพบเบอร์โทรของลุงพอลแต่เขาไม่สนใจเธอ
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่ของเธอตายแล้ว
แม้เขาจะชืดเฉยเย็นชา ลานาก็อยากพบเขาสักครั้ง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ชายชาวอาหรับเข้าไปขออาหารจากมิชชันนารีชักพาสองลุงหลานให้มาพบกัน
ก่อนที่จะต้องเร่ร่อนไปตามท้องถนน ใจกลางประเทศ
ค้นหาความหมายของ-ตัวตน ของประเทศที่ในที่สุดก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
.................................................
wim wenders เป็นผู้กำกับชาวเยอรมัน เขาเติบโตมาพร้อมกับความหลงใหลในความเป็นอเมริกัน ภาพยนตร์ ดนตรี ไล่เรื่อยไปจนถึงภูมิประเทศ ภาพยนตร์หลายๆเรื่องของเขาสะท้อน ทั้งความรัก และความแปลกแยกที่เขามีต่อประเทศอเมริกา ทัศนียภาพทะเลทรายเวิ้งว้าง ผู้คนแปลกแยกเร่ร่อนไปไม่รู้จบ จิตวิญญาณแหว่งวิ่นแหลกสลาย ในปี 1987 เขาทำหนังเรื่อง paris , texas เล่าเรื่องชายผู้มีดวงวิญญาณแตกสลาย นามทราวิส ในตอนท้ายเรื่อง ทราวิสเดินจากทุกผู้คนไปอีกครั้งหนึ่งทั้งๆที่เขาน่าจะมีชีวิตอยู่ได้ บทจบที่ทำร้ายทั้งตัวละครและคนดู วิม เวนเดอรส์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ทราวิส เป็นเสมือตัวละครทุกตัวในหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา ตัวละครชายผู้ทุกข์ทนแปลกแยก และไม่อาจเข้ากันได้กับทั้งผู้อื่นและจิตวิญญาณภายในของตน การเดินจากไปของทราวิสเป็นการสิ้นสุดของบางสิ่ง บางอย่าง และเขาจะไม่ทำภาพยนตร์แบบนั้นอีกแล้ว เขาได้ปลดปล่อยคนเยี่ยงทราวิสออกไปชั่วนิรันดร์
หลังจากนั้นเขาไปทำภาพยนตร์อันลือลั่นและเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อเมืองเบอร์ลิน บ้านเกิดของเขา ต่อ มนุษย์ และ ต่อโลกทั้งใบ ภาพยนตร์ที่เล่าผ่านมุมมองของเทวดาผู้เฝ้าสงสัยถึงความยิ่งใหญ่แห่งความเป็นมนุษย์ เทวดาผู้มีปีกแห่ปรารถนาภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า wings of desire
และในคราครั้งนี้ผ่านไปเกือบยี่สิบปี ตัวละครเยี่ยงทราวิสได้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ในนามของพอล ชายผู้โดดเดี่ยวเปลี่ยวร้าง อยู่ท่ามกลางทัศนียภาพแปลกแยก ตัวละครที่เป็นเสมือตัวแทนของจิตวิญญาณอเมริกัน ในหนังของเขาเสมอมา ( จะว่าไปแล้วก็ตลกดี เพราะบุคลิกของพอลในเรื่องนอกจากจะทำให้นึกถึง ทราวิส ในparis, texas มันทำให้นึกถึง อีก หนึ่งทราวิส จาก taxi driver ของ martin scoresese ชายขับแทกซี่อดีตทหารจากสงครามเวียตนามผู้เปลี่ยวเหงา ผู้เชื่อว่าเขากำลังทำให้โลกสะอาดขึ้น )
พอลหวาดระแวงทุกผู้คน กระทั่งถุงชอปปิ้งมีราคาที่ถูกวางทิ้งไว้ก็แทบจะทำให้เขากระโดดลงไปตรวจสอบ
เขานอนไม่หลับและต้องกินยาหลายชนิดเพื่อบรรเทาอาการ
ตึงเครียด ตื่นตัวตลอดเวลา ท่ามกลางข่าวสารถาโถม
วิทยุรายงานข่าวคำปราศรัย ของจอร์จ บุช มีให้ได้ยินอยู่ตลอด
สิ่งที่พอลเป็น ไม่ได้ต่างอะไรกับสิ่งที่อเมริกันชนเป็นภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยานั้น
และหากพอลเป็นตัวแทนจิตวิญญาณอเมริกันชนละก็
ลานาคงเป็นตัวแทนของ วิม เวนเดอร์ส เอง
คนต่างชาติ -ผู้เป็นอื่น- ในประเทศนี้
คนที่มองดูในฐานะของเพื่อนร่วมโลก และเข้าอกเข้าใจรากเหง้าของปัญหา
เมื่อไปพ้นจากอคติมืดบอดของตนเอง
ลานาช่วยเหลือผู้คนข้างถนน คนจรจัดไร้บ้าน
หาอาหารให้พวกเขา พูดคุยผูกมิตร กับพวกเขา
ลานามองดูสิ่งรอบตัวด้วยความเศร้าหมอง และเอื้ออารี
บ้านที่เธอไม่รู้จัก เต็มไปด้วยความแร้นแค้น และความไร้เยื่อใย
ครั้งหนึ่ง ชายคนหนึ่งถามลานา ว่า คุณจะเป็นเพื่อนกับคนที่คุณไม่รู้ว่าจะเรียกเขาว่างอย่างไรได้ยังไง
ลานาไม่ตอบ หากขานชื่อเขาแทน
บางครั้งไม่ใช่อื่นใดที่ทำให้ผู้คนแข็งกระด้าง หากเป็นความหวาดระแวงที่ตนเองสร่างขึ้นมาเองทั้งสิ้น
หลายครั้งเธอนึกสงสัย เมื่อเพื่อนคนหนึ่งส่งภาพการประท้วงของชาวปาเลสไตน์ในอิสราเอลมาทางอีเมลล์
ภาพความสูญเสียกลางสงครามกลางเมือง ทำให้เธอร้องให้
บ้านของเธอไม่มีสงครามกลางเมือง หากแต่ก็โหดเหี้ยมไม่ต่างกัน
โลกใบนี้อาจไม่ใช่โลกที่เธอรู้จักอีกแล้ว
จนกระทั่งในค่ำวันหนึ่ง ชายชาวอาหรับถูกยิงตายไปต่อหน้าต่อตา
พอลบันทึกเหตุการณ์ไว้ และพยายามหาว่าใครเป็นคนสังหารชายข้างถนนผู้นี้
ขณะที่สิ่งที่ลานาคิด คือการพาศพชายผู้นี้กลับบ้าน
สองลุงหลานที่มีความปรารถนาดีในวิถีที่แตกต่าง สืบเสาะตามวิถีทางของตน
ราวกับหนังจะตั้งคำถาม
ในยามที่เหตุการณ์เลวร้ายบังเกิดขึ้นกับเรา เราจะเลือกทำประการใด
ออกตามล่าล้างแค้นผู้กระทำ หรือถอยกลับไปยังมาตุภูมิ เพื่อกอดรัดกันไว้ให้แนบแน่น

ครั้งหนึ่ง ลานาถามชายชาวอาหรับว่า เขามาจากที่ไหน
ชายผู้นั้นตอบว่า บ้านไม่ใช่สถานที่ หากมันคือผู้คน
และเมื่อทั้งคู่ออกเดินทางไปด้วยกัน
พอลได้เรียนรู้ความจริงบางประการ
ว่าบางครั้ง ที่เราต้องปกป้องไม่ใช่ประเทศของเรา
หากแต่เป็นผู้คนของเรา
เขาไม่จำเป็นต้องอกตามล่าผู้ก่อการร้ายหากแต่จำเป็นต้องกอดลานาไว้ให้แน่นๆ
ดูแลเธอให้เติบโตเป็นคนที่สวยงาม

หนังได้การแสดงอันน่าทึ่งของ john diehl ในบท พอล และ michelle williams ในบทลานา ว่ากันว่า วิม เวนเดอร์ส เขียนบทนี้ขึ้นเพื่อให้เธอเล่นโดยเฉพาะ และดวงตาเศร้าของเธอบนจอ อธิบายได้ทุกความหมายของทั้งความทุกข์ทน และความเมตตา ของเราทุกคน
ร่วมด้วยช่วยกันกับบรรดาเพลงประกอบ (ซึ่งโดดเด่นเสมอในหนังของลุงวิม )
และแม้หนังจะเล่าเรื่องอย่างสวยงาม มุ่งเน้นทำความเข้าใจแก่ประเทศอเมริกา ก็ยังไม่วาย ที่จะมีฉากเด็ด จิกกัด ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ด้วยการให้ในฉากหนึ่งเมื่อพอลบุกเข้าไปในห้องของหญิงแก่ เธอเป็นอัมพาตและนอนอยู่บนเตียง จ้องมองดูทีวี ที่เธอไม่สามารถเปลี่ยนช่องได้ (เพราะรีโมตมันเสีย) เธอดูรายการช่องนั้นมา 4 เดือนแล้ว รายการบนจอเป็นคำปราศรัยของท่านประธานาธิบดี คนที่น่าจะได้ดูหนังเรื่องนี้มากที่สุดในโลก
ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ได้เต็มไปด้วยความงดงามทางศิลปะอันสมบูรณ์พร้อม หนังถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอล และใช้เวลาถ่ายทำเพียง 16 วัน ( แต่ภาพสวยสุดๆ) หากแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยสาสน์แห่งความหวังดี ที่เขามีต่อประเทศที่เขาทั้งรักทั้งชัง และ ต่อโลกนี้ หนังจึงสวยสดงดงามอยู่ท่ามกลางความหม่นเศร้า เต็มไปด้วยพลังอัดแน่นกระทบกระแทกวิญญาณเรา
ก่อนหนังจบ บนฟากฟ้าพลันปรากฏถ้อยคำ the truth someday
คงมีความจริงในสักวัน และคงมีความเข้าใจในความจริงนั้น
ในช่วงท้ายของเรื่อง ทั้งคู่แลกเปลี่ยนฝันร้ายของกันและกัน
พอลฝังใจกับฝันร้ายในเวียตนาม
เฉกเช่นเดียวกับบาดแผลของอเมริกันชนทั่วไป
ในขณะที่ฝันร้ายของลานาคือการยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่เฝ้ากรีดร้อง โห่ไล่
เขาเป็นคนร้ายหรือ พอลถาม
เปล่าหรอก เขากรีดร้อง ขับไล่ เพราะเขาเกลียดเรา
ข้อความสั้นๆ อันเป็นเสมือนใจความของเรื่อง
สิ่งที่ วิม เวนเดอร์ส อยากจะบอกแก่อเมริกา
หลังจากฉากนั้น เราเห็นธงชาติบนหลังคารถ ปลิวไสวไปในทัศนียภาพที่แตกต่างกัน
ทะเลทราย แล้งร้อน ป่าดิบชื้น สายหมอก แสงแดด และเม็ดฝน
ก่อนจะมาปิดเรื่องที่ ground zero สถานที่อันเป็นเสมือนดินแดนแห่งความโศกเศร้าชั่วนิรันดร์ สำหรับชาวอเมริกัน
ขณะเดียวกันก็เป็นดินแดนแห่งความเกลียดชังชั่วนิรันดร์ ที่ผู้คนมีต่อดินแดนนี้
และสำหรับพอล และ ลานา บางทีที่นั่นอาจเป็น ดินแดนแห่งการให้อภัยชั่วนิรันดร์
ปล. สำหรับแฟนลุงวิม หากสังเกตดีๆ ในฉากหนึ่งจะพบป้าย the new million dollar hotel อยู่เป็นฉากหลัง ซึ่งหากมองย้อนกลับไปว่า the million dollar hotel หนังเรื่องก่อนหน้าบอกเล่าถึงอเมริกา ก่อน 11 กันยา the new million dollar hotel ดูจะเป็นชื่อที่เจ็บปวดอยู่ไม่น้อย ยิ่งหลังจากการตายของนักบุญอย่างทอมทอม ด้วยแล้ว
ปล. ชื่อ ดินแดนแห่งการให้อภัยชั่วนิรันดร์ เป็นถ้อยคำที่หยิบยืมมาจากหนังสือชื่อเดียวกัน ของเจ้าชายโรแมนติค พิบูลศักดิ์ ละครพล อันเป็นนักเขียนในดวงใจผมท่านหนึ่งครับ
ได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาล บางกอก ฟิล์ม 2005 ยังไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีแผ่นให้ดูกันหรือเปล่า
แต่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็คุ้มที่ตะกายขึ้นมาแล้วครับ
edit @ 2005/10/27 01:12:05

#2 By Maxis (124.121.111.211) on 2008-09-14 18:57