ไม่ว่ากับเรื่องใดๆในชีวิต จุงวอนก็ไม่เคยปริปากบ่นให้ใครได้ยิน
จะเรื่องชีวิตเงียบเชียบในร้านถ่ายรูปของพ่อ
เรื่องคนรักเก่าที่จากไปเนิ่นนาน
หรือแม้แต่เรื่องที่เขากำลังจะตาย
เขาไม่เคยปริปากบอกใคร
อย่างมากก็แค่พ่นเม็ดแตงโมเวลามีใครถามเท่านั้นเอง
จนกระทั่งวันหนึ่งดาริมก้าวล่วงเข้ามาในร้านถ่ายรูปของเขา
เธอทำงานเป็นตำรวจจราจร มีหน้าที่คอยจับรถจอดผิดที่
เธอเอารูปรถมาล้างในร้านเขาในบ่ายอากาศร้อนที่เขาเพิ่งกลับจากงานศพ
และแม้จะเศร้าหมองเขาก็ยังแบ่งไอติมให้เธอกิน
หลังจากนั้น บางวันเธอจะมาแอบนั่งหลับตากพัดลมในร้านเขา
มากินไอติมขณะรอล้างรูป พูดคุย
และส่องฉายแสงสว่างสุดท้ายในชีวิตที่ค่อยๆมืดลงของจุงวอน
.........................................................................




ดูเหมือนหนังจะเล่าเรื่องของคนที่กำลังจะตาย
แต่ที่แท้หนังกลับว่าด้วยการมีชีวติอยู่
หนังไม่เคยบอกเราว่าจุงวอนป่วยเป็นอะไร
ไม่ให้เราเห็นอาการป่วยไข้ทุกข์ทรมาน
หรือเห็นฉากร่ำลาให้เสียน้ำตา
แม้เราจะเห็นจุงวอนแอบนอนร้องให้ลำพัง
แอบมานอนข้างพ่อในยามหลับ
หรือหงุดหงิดหัวเสียเมื่อพบว่าพอ่ใช้รีโมตไม่เป็น
แต่เพราะเหตุแห่งความตายนั้นสำคัญน้อยกว่าเหตุแห่งการมีชีวิต
เราจึงได้เห็นจุงวอน กินไอติม
ทำกับข้าวกินกับพ่อ
เงยหน้ามองดวงดาวขณะล้างต้นหอม
เงี่ยหูฟังเสียงเรียกเข้าแถวของโรงเรียนแถวบ้านในยามเช้า
ออกไปถ่ายรูปให้ผู้คน
นอนนิ่งๆมองท้องฟ้าจากในบ้าน
และได้พบรัก
กิจวัตรเรียบง่ายที่มีอยู่ในทุกวันของชีวิตอาจคือความงดงามที่เรามองข้ามไป
ในฉากเหล่านั้นหนังมักตั้งกล้องนิ่งๆ
ปล่อยให้ทั้เราคนดูและจุงวอนได้ซึมซาบกับ ความงามของการมีชีวิต
ซึ่งท่ามกลางโลกเร่งรีบนี้เราอาจไม่เคยได้ตระหนักถึงเลยด้วยซ้ำ
....................................................................
และเมื่อดาริมก้าวเข้ามาในร้านถ่ายรูปของจุงวอน
หนังก็พูดถึงอีกเรื่องที่สำคัญสำหรับารมีชีวิตอยู่
และนั่นคือความรัก
หนังมักกำหนดภาพให้ดาริมก้าวผ่านประตูกระจกของร้านถ่ายรูปของจุงวอน
และเช่นกันจุงวอนมักเฝ้ามองเธอจากด้านในเสมอ
กำแพงที่กั้นสองคนไว้มีชื่อว่าความตาย
และหลังจากดาริมก้าวเข้ามาในชีวิต เราได้เห็นจุงวอน
ซ่อมประตูบานเลื่อน และเช็ดกระจกหน้าร้าน
และที่แท้ -ความรัก-นี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจในการมีชีวิต
ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกัน หนังติดตามความรักของคนคู่นี้ผ่านช่วงเวลาสามัญที่ทั้งคู่ใช้ร่วมกัน
การซ้อนมอเตอร์ไซค์ กินไอติม นั่งตากพัดลม การเล่าต่อเรื่องตลก ใช้ร่วมคันเดียวกัน หรือไปเที่ยวสวนสนุก
(ฉากกินไอติมและน้ำกระป๋องเป็นฉากง่ายๆที่แสดงถึงความงอกงามของความสัมพันธ์ได้อย่างดี)
แต่อย่างไรก็ดีในเมื่อกำแพงกระจกนั้นมีชื่อว่า-ความตาย-
ไม่ว่าดาริมจะพยายามยามเพียงไหนก็ทำได้เพียงเขวี้ยงก้อนหินใส่กระจก
และแม้จุงวอนจะพยายามสักเท่าไรก็ทำได้เพียงแตะต้องตัวเธอผ่านกระจกเย็นเยียบเท่านั้น

และหากตู้โชว์รูปหน้าร้านคือกล่องเก็บความทรงจำของจุงวอน
กล่องความทรงจำที่-ซีดจางไปตามกาลเวลา-ก็กำลังถูกเปิดออกอีกครั้ง
หนังให้น้ำหนักของ-รูปถ่าย-ในฐานะการบันทึกห้วงเวลาสำคัญของชีวิต
(ซึ่งในone fine spring dayหนังเรื่องต่อมาของเฮอร์ จิน โฮ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ก็ยังคงผูกโยงอยู่กับการบันทึกแต่เปลี่ยนไปเป็นบันทึกเสียง)
ผู้คนถ่ายรูปวันเกิด งานแต่ง งานเลี้ยงรุ่น รูปครอบครัว รูปวาระสำคัญของตัว(อย่างการขึ้นชกมวย) ไล่ไปจนถึงรูปที่ตระเตรียมไว้สำหรับงานศพ
(ฉากการกลับมาถ่ายรูปซ้ำของคุณยาย เป็นฉากที่ทั้งเศร้าและงดงามในคราวเดียวกัน)
รูปถ่ายมีวันซีดจาง ไม่แตกต่างจากความทรงจำของผู้คน
แต่เป็นเพราะการซีดจางนี้เองที่เลือนเหตุการณ์ขมขื่นให้เป็นความทรงจำรสหวาน
ดังนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด รูปจะซีดจางสักเพียงไหน ความทรงจำจะงดงามเสมอ
และเมื่อจุงวอนลงมือถ่ายรูปตัวเองในตอนท้าย
เขาก็ได้บันทึกความทรงจำของตัวเองลงสู่เราคนดูจนหมดสิ้น
.................................................


และแม้วิถีที่จุงวอนใช้ชีวิต
กับหลายคนมันอาจเป็นวิถีน่าเบื่อหน่าย
ไม่ได้ไปไหนไกลกว่าเมืองที่ตัวเองเกิด
ทำงานที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือมีเกียรติ
อาศัยอยู่กับพ่อในบ้านหลังเก่า
และแม้จะล่วงเข้าสู่กลางคนก็ยังไม่มีคนรัก
แต่ในเมื่อเราไม่อาจวัดความสำเร็จในการมีชีวิตอยู่ด้วยชื่อเสียงเงินทอง
วิถีของจุงวอนจึงไม่ใช่ความล้มเหลวเป็นแน่แท้
และยิ่งการนำพาความรัก-อันเป็นเหมือนแสงสว่างสุดท้ายในชีวิต-ไปกับเขาด้วย
การตายของจุงวอนก็ไม่ต่างจากการตายของนักเดินทางผู้มีชีวิตสมบูรณ์พูนพร้อมด้วยประสปการณ์
เพราะที่เราต้องการในชีวิตจริงๆก็เพียงความรักห่วงใยในกันและกันเท่านั้นเอง
และบางครั้งมันไม่สำคัญว่าเราจะจากไปอย่างไร
มันสำคัญที่ว่าเรามีชีวิตอยู่อย่างไรต่างหาก


.....................................................


edit @ 2005/06/15 07:09:35

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไม่ฟูมฟาย ไม่เร่งรีบ ให้ความรู้สึก สวยงามซึมลึก ดูกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

#1 By k (61.19.222.33) on 2006-09-13 10:05

simpliest love story ever

#2 By bal (58.8.50.154) on 2006-09-15 01:13

เรื่องนี้เศร้ามากครับ
ผมดูมากกว่าสิบรอบได้
ถึงจะเศร้าแค่ไหน แ็ต่หนังก็ยังพอสร้างความอิ่มเอมใจเล็กขึ้นมาได้บ้าง

ขอบคุณครับ

#3 By เต้ครับ on 2007-09-13 20:32

ดูจบใหม่ๆ ไม่ค่อยชอบ มันเรื่อยๆ ไม่มีอะไร

แต่ปล่อยไปหลายวัน โอ้!! นี่คือหนังที่งามงดbig smile

#4 By R O C K on 2010-05-22 17:29