posted on 03 Sep 2010 00:45 by filmsick
มีอารอแล้วรอเล่าอีเพื่อนตัวดีก็ไม่มาซ้อมเต้น
เธอเมสเสจไปด่า
ไปหาที่บ้านปะทะกับพ่อของเพื่อนก่อนจะมาพบว่าอีเพื่อนตัวดี
หนีมาเต้นยั่วผู้ชายกับแกงค์สก๊อยริมทาง เธอเลยเดินไปด่าว่าท่าเต้นพวกหล่อนอุบาทว์มากย่ะ
ก่อนจะลุกลามเป็นเรื่องกับคนอื่นๆ เธอก็เลยเอาหัวโขกอีนางหนึ่งจมูกแตกเลือดกบปาก
แล้วเดินกลับบ้าน
มีอาอาศัยอยุ่กับแม่และน้อง ทุกคนในบ้านเกลียดกันและด่ากันตลอดเวลา
เธอเป็นเด็กสาวอายุสิบห้าไร้สุข และเพียรหาเรื่องด้วยการพยายามปล่อยมาตัวหนึ่งที่ถูกล่ามโซ่ไว้ในสลัมเทรเลอร์แถวบ้าน
เธออยากเป็นนักเต้นและชอบแอบไปซ้อมต้นในห้องว่างของแฝล็ตรูหนูที่เล็กๆเหลี่ยมๆเหมือนตู้ปลา
ทั้งหมดดูดีเมื่อแม่มีผัวใหม่เป็นผู้ชายหน้าตาดีมีรสนิยม ทำงานโรงงานไม้ เขาดูเอาใจใส่แม่ และกับเธอและน้องสาวด้วย พาไปเที่ยว ทำชาให้ดื่ม และมีเซกส์อย่างดุเดือด
ยิ่งนานวันเธอยิ่งแอบชอบผัวของแม่ที่เธอเกลียด
ซึ่งพยายามจะส่งเธอไปอยุ่โรงเรียนประจำ
ในขณะเดียวกันเธอก็แอบซ้อมเต้นจนได้เรียกๆไปประกวด
ความสัมพันธ์หมิ่นเหม่ของเธอกับสิ่งต่างๆทั้หมดเป็นเพียงแค่ภาพฝันในตอนท้ายที่แตกสลายยอย่างชิบหายวายป่วงโดยช่วยไม่ได้
หนังแสดงภาพนางเอกเป็นเด็กวัยรุนแรงๆที่ไม่มีเพื่อนเธอเกลียดทุกคนสบถด่าไม่เว้นแม้แต่แม่ของเธอวึ่วงก็เกลียดเธอเหมือนกัน
ตัวละครเรื่องนี้ดำรงคงอยู่กันด้วยความเกลียดชัง มีแต่ผัวใหม่ของแม่เท่านั้นที่เป็นเสมือนแสงสว่างของความรัก กระทั่งในที่สุดเธอค้นพบว่า เธอจะมีก็แต่ชีวิตที่เธอเกลียดนี้แหละ
มีแต่สิ่งนี้ที่เป้นขงจริง ความมั่นคงปลอดภัยเดียวของเธอคือการที่เธอพบว่าเธอไม่สามารถหนีจากการถูกฉุดขาลงทะเลลึกได้
ความเศร้าในตอนท้ายของหนังจึงทรงพลังเอามากๆ
ฉากพีคของหนังคือฉากที่นางเอกได้กับผัวใหม่ของแม่
มันเป็นฉากเจ็บปวดของการเสียสาว การยินยอมพร้อมใจ และความสุขกระสันของเด็กสาวกับผู้ชายคนแรกของเธอ
ฉากนี้ถ่ายย้อนแสงเริ่มจากการเต้นเพลง ความฝันถึงแคลิฟอร์เนียแล้วตามด้วยการเอากันบนโซฟา
ที่ทั้งหื่นแอละนุ่มนวล หนังถ่ายทั้งเหตุการณ์ออกมาอย่างเต็มที่มากๆ
มีทั้งความหื่นและความงาม
ถึงที่สุดพอหนังเฉลยว่าผัวใหม่ของแม่(และของเธอ)
ที่แท้เป็นคนรวยๆที่มีเมียกับลูกเล็กอยู่แล้ว ความฝันทั้งหมดที่เธอมีก็พังครืนลงมา
ความอ่อนหวานที่เธอได้รับเป็นเรื่องจอมปลอม เป็นการเล่นสนุกของพวกมีตังค์
ฉากที่เธอเยี่ยวรดบ้านเป็นการตอบโต้ที่แสบสันต์ที่สุดที่เธอทำได้ ในขณะเดียวกันการล้างแค้นที่เลยเถิดของเธอก็จบได้เจ็บปวดเพราะในที่สุดเธอก็พบว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ต่างจากเธอ
ก่อนที่จะโดนกระหน่ำซ้ำด้วยฉากประกวดเต้น หนังแสดงให้เห็นว่าไม่มีที่ทางให้เด็กวัยรุ่นจนๆที่จริงจังและนมเล็ก
ในโลกที่ใครก็อวดทรวดทรงเต้นยั่วไปทั้งทีวี ยิ่งเพลงที่เธอเลือกเตือนให้เธอระลึกถึงการเสียสาวมันยิ่งแสบไปถึงทรวง
หนังจบช่วงเวลานี้เศร้าๆ
เธอก็เหมือนม้าแก่ล่ามโซ่ จมอยู่ในความยากจน โง่เง่าและเสื่อมทรามในตู้ปลาเก่าๆ
สุดท้าพอแก่ก็จะถูกยิงทิ้ง การวิ่งในทุ่งหญ้าเป็นเรื่องโกหก
เป็นเรื่องของม้าตัวอื่นๆ กระตระหนักว่าถึงที่สุดเธอจะไม่มีวันพ้นสังวนแบบแม่ของเธอไปได้
(หนังออกแบบตัวละครได้น่าสนใจมากว่าเธอเป็นคนเกียวในบ้านที่มีผมสีน้ำตาลขณะที่แม่กับน้องมีผมบลอนด์
เธอพยายามทำทุกอย่างให้ตรงข้ามกับที่แม่เธอทำ
คิดว่าจะได้ชีวิตที่ดีกว่าแต่ไม่มีทาง ไม่ว่าเธอจะปากร้ายเก็บกดอย่างไร
มุ่งมั่นกับการเต้นแค่ไหนมันก็ไม่มีที่ให้เธอ สุดท้ายเธอแค่ได้เต้นรำกับแม่และน้องในห้องนั่งเล่น
เพลงไม่ได้เป็นการฝันถึงแคลิฟอร์เนียอีกแล้วหากเป็นเพลงที่ร้องซ้ำๆว่าชิวตมันบัดซบสารเลว
ถึงที่สุดมันเลยเป็นการเต้นที่เจ็บปวดและสวยงามมาก
เพราะมันคือการวางดาบลงของผู้หญิงสามคนที่เกลียดกันแต่ก็รู้ว่ามีแต่กันและกัน
เธอเคยเต้นเพื่อเอาตัวให้รอดจากปลักตม แต่มันไม่มีทางสำเร็จ
แลตอนนี้เธอเต้นเพื่อที่จะบอกลาตู้ปลาใบเดิมไปยังตู้ปลาใบใหม่
การตัดสินสินใจหนีตามผู้ชาย เป็นชีวิตเล็กๆที่พอจะหวังได้อย่างริบหรี่ การที่แของเธอบอว่า
จะมายืนหาห่าอะไรจะไปก็ไปเสียเป็นการออกปากไล่ที่เจ็บปวดและงดงามเพราะ นั่นแหละลูกสาวก็ไม่ได้มีชะตาที่แตกต่างไปจากเธอ
posted on 02 Sep 2010 01:20 by filmsick

เราขอตั้งชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ว่า 'ศึกเจ้าแม่ตะวันจันทรามหาภัย!'
เพราะนี่คือหนังแบบที่เราจะเห็นก็แต่ในพลอต
ของหนังกำลังภายในเท่านั้น พลอตของหนังคือการชิงความเป็นใหญ่ในการตามหาหินวิเศษ
ระหว่างเจ้าแม่ตะวัน (บูล โอลเจียร์ ในชุดสีแดงเพลิงหรือ ทอง ) และเจ้าแม่จันทรา (จูเลีย แบร์โตในชุดสีน้ำเงิน
เงิน ม่วง) ทั้งสองเจ้าแม่เสด็จลงมาบนโลกมนุษย์ในคืนเพ็ญแรกของฤดูใบใบไม้ผลิเพื่อตามหาหินวิเศษที่จะช่วยให้พวกนางมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้ยาวนานขึ้น วิธีการนั้นหรือก็คือการร่ายมนต์ใส่มนุษย์ทั้งหลายให้กลายเป็นข้าช่วงใช้ออกตามล่าหาหินวิเศษซึ่งอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งในเหล่าตัวละครนั่นแหละ
พลอตอาจจะฟังดูอลังการงานสร้างแต่ตัวหนังราวกับเป็นฉบับทำเองก็ได้ง่ายจังเพราะที่เราจะได้เห็นคือบรรดาตัวละครในเครื่องทรงอลังการ
เดินกรีดกรายไปมาในฉากที่เหมือนเมืองแถวบ้าน สเปเชียลเอฟเฟคต์เป็นสิ่งเกินจำเป็น
อาศัยแค่การจัดไฟ การตัดต่อ และการแสดงท่าทางง่ายๆก็สร้างมนต์ขลังได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด
บรรดาดาราก็พาเหรดกันมาวางท่าเขื่องโข กรีดกรายกรุ้มกริ่มชนิดไม่มีใครยอมแพ้ใคร
(โดยเฉพาะสองราชินีที่มีรัศมีแบบกลืนกันไม่ลง คนหนึ่งในแสงและอีกคนในความมืด)
รีแวตต์พาเราท่องโลกจินตนิยายแห่งการล่อลวงมนุษย์มาหลอกใช้ได้อย่างลึกลับ
สนุกสนาน โดยไม่ต้องเสียเวลาแต่งหน้าทาสีหนังของตนเองแต่อย่างใด กระทั่งเพลงประกอบก็ไม่มีใช้ให้รกหู มีแต่การเสแสร้งแกล้งทำของบรรดานักแสดงที่เชื่อเอาเป็นเอาตายว่ากำลังอยู่ในภาวะคับขันของโลก และต้องสู้สุดใจ
(แม้จะแค่วิ่งไล่กันในโรงเต้นรำก็เถอะ)เพื่อจะเอาชีวิตรอด
ความขึงขังเขื่องโขของนักแสดง และการตัดต่ออันเรียบแต่วิจิตร
ทำให้หนังประหลาดที่มีแต่คนแต่งตัวแปลกๆเที่ยวเดินท่อมๆในอะควาเรียมกลางคืน
สถานีรถไฟไร้ผู้คน โรงเต้นรำหงอยๆ หรือสวนในยามสาง กลายเป็นดินแดนจินตนาการเหนือความคาดหมายไปจนได้
ราวกับว่ารีแวตต์พร้อมจะเสกอากาศให้เป็นสวนสนุก เสกสิ่งเฉื่อยชาสามัญให้กลายเป็นมิดเดิ้ลเอิร์ธโดยไม่ต้องไปเสียเวลาจ้างช่างเทคนิคมาตกแต่งให้เปลืองงบประมาณ แถมยังชักพาอารมณ์ขึงขังลึกลับในระดับที่ปีเตอร์
แจคสันอาจจะไปไม่ถึงอีกต่างหาก ลำพังแค่ฉากการดวลของราชินีตะวันจันทราในภาพที่ยกมานี้ก็พอจะทำลายล้างแฮรร์รี่พอตเตอร์ลงไปได้สามภาคครึ่งแล้ว!
ว่ากันอีกที นี่ก็อาจจะเป็นหนังเพื่อนหญิงพลังหญิงที่ยิ่งกว่าผู้หญิงถึงผู้หญิง
เพราะนี่คือเกมอำนาจของหญิงล้วน ที่มีผู้ชายเพีนงคนเดียวแถไปแถมาอยู่ระหว่างพวกเธอ
ราชินีตะวันหลอกล่อเปียโรต์ให้ตามหาหิน แต่เขาเป็นพี่ชายของลูซิล
สาวรีเซปชั่นโรงแรมที่เคยรู้จักกับแขกคนหนึ่ง ซึ่งราชินีจันทราปลอมตัวมาตามหา
(บางครั้งนางก็ปลอมตัวเป็นผู้ชายด้วย) แต่กลายเป็นว่าหมอตายเสียแล้วและทิ้งมรดกเอาไว้ที่ผู้หญิงสองคนคนหนึ่งคือนางซิลเวียสาวที่อาจจะเป็นรักเดียวของเปียโรต์หรืออาจะเป็๋นนางฌานน์
สาวนักเต้นที่เปียโรต์มาแอบกิ๊ก
ในโลกมนุษย์อีตาเปียโรต์อาจจะกิ๊กหญิงนั่นนี่มากมาย แต่ไปๆมาๆเขาก็เป็นแค่หมากให้สองราชินีร่ายมนต์ใส่จนวิ่งไปวิ่งมาเป็นข้าช่วงใช้ แถมสองราชินียังผลัดกันฆ่าสองสาวรักเก่าใหม่ของตาเปียโรต์ไปเสียอีก
อย่างไรก็ดีพอมาถึงที่สุดผุ้ชนะก็กลายเป็นยายลูซิลล์น้องสาวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหินวิเศษหรือรักซ้อนซ่อนเรื่องอะไร
กล่าวให้ถึงที่สุดเจ้าหินวิเศษก็มีสาชถานะเหมือนผู้ชายที่นางสองเจ้าแม่ตามหา
และลงเหวไปกับมัน เพื่อให้ได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์(หรือเปล่า?) แต่ผู้หญิงอย่างลูซิล
ซึ่งไม่มีแฟน ไม่เพ้อเจ้อเรื่องรัก กลายเป็นผู้กุมชัยชนะ
นี่อาจจะตีความแบบงงๆแต่ก็คิดว่าน่าสนุกดีเหมือนกัน
ที่มีการแบ่งผู้หญิงออกเป็นสองส่วน และผู้ชายเป้ฯแกนกลางเข้าไปได้
แถมตอนจบยายลูซิล ยังมานั่งนับเลขแล้วบอกว่าสองบวกสองไม่ได้สี่นะเธอว์
ทุกอย่างมันล้มสลายลงมาหมดแล้ว อีกต่างหาก!

ผู้ชายคนหนึ่งกำลังจะทำหนังว่าด้วยการสูญเสียคนรัก เขาสัมภาษณ์นักแสดงในบทต่างๆ
คิดถึงหนังที่เขากำลังจะทำ คิดถึงนักแสดงที่ซ้อนทับเข้ากับชีวิตจริง
รวมถึงกับผู้หญิงจริงๆในชีวิต จากนั้นภาพยนตร์ก็กลายเป็นการบันทึก
เปลี่ยนรูป ทำลาย รื้อสร้าง ทบทวน ก้าวออกไป หรือก้าวกลับเข้ามา ของความทรงจำ
สิ่งที่สำคัญที่สุดในหนังเรื่องนี้คือความคลุมเครือของสิ่งที่ดำเนินไป
สิ่งซึ่งเป็นหนังในหัวของผู้กำกับ และหนังซึ่งออกมาจริงๆ
การสะท้อนกลับไปกลับมาของภาพ ทั้งในฐานะ เหตุการณ์จริง ความทรงจำ
ความทรงจำประดิษฐ์ใหม่ ภาพยนตร์ และทั้งหมดของตัวบทในฐานะหนังอีกเรื่องกนึ่งคือสิ่งสำคัญ
การไหลทบ หรือการเปลี่ยนสภาพ นักแสดงไปสู่ตัวละคร ตัวละครสู่คนจริงๆ(สำหรับตัวผู้กำกับ)
ทำให้เกิดการสะท้อนกลับไปกลับมาที่สวยงามเหมือนกระแสสำนึกของภาพยนตร์
หนังอาจจะตัดแบ่งตัวเองเป็นแค่เหตุการณ์ที่ตัวผู้กำกับต้อพบเจอ(casting
นักแสดง
คุยกับผู้ช่วย) และหนังในหัวของผู้กำกับ แต่เราอาจซอยย่อยส่วนหลังออกมาได้อีกด้วยการเลือนกว่า
บางอย่างอาจจะเป็นแค่ความทรงจำ และบางอย่างอาจคือหนังจริงๆซึ่งสำเร็จเสร็จไปแล้ว
ในอีกทางหนึ่งเราอาจแบ่งหนังได้เป็นสองส่วน
คือส่วนของการสูญเสียคนรัก และ ในที่สุดกลายรูปไปสู่การสูญเสียตัวเอง(ผ่านทางเรื่องเล่าในหนังช่วงท้าย)
กล่าอย่างง่ายก็คล้ายกับ ครึ่งแรกคือความทรงจำที่เขามีต่อผู้อื่น
และช่วงสุดท้ายกลายเป็นความทรงจำที่...ผู้อื่นมีต่อตัวเขา ซึ่งแน่นอนว่าการเล่นประเด็นความจริง
ความทรงจำไม่ใช่ของใหม่ รวมถึงการเล่นความทรงจำในแง่ความเป็นภาพยนตร์ด้วย
(จริงๆอภิชาติพงศ์ ก็ได้สำรวจพรมแดนนี้จนปรุไปหมด จนทะลุไปสู่การต่อสู้ของความทรงจำกับประวัติศาสตร์)
แต่ WOMAN I ก็ไม่ใช่แค่หนังอีกเรื่องที่ละเล่นเรื่องของความทรงจำกับภาพยนตร์และความจริง เพราะนี่คือหนังที่สำรวจพรมแดนช่วงของการกลายร่าง
การเปลี่ยนจากเหตุการณ์จริงไปสู่เรื่องเล่า เรื่องจริงที่ค่อยๆถูกแทนที่ด้วยตัวละครใหม่ๆ
(มาแทนที่บุคคลจริง ) และเหตุการณ์ที่ในที่สุดอาจจะคลี่คลายไปเป็นอย่างอื่น ถึงที่สุดเรื่องเล่าก็เข้าแทนที่ครอบงำความจริง
โดยใช้ความทรงจำและภาพยนตร์เป็นเครื่องมือ แต่นี่ไม่ใช่การสำรวจความจริง
ทั้งไม่ใช่การเยียวยาตนเองอีกต่อไป มันกลายเป็นเพียงการจ้องมองความทรงจำในฐานะก้อนเหตุการณ์ที่มีจุดเริ่มต้นจากประสบการณ์หากแตกดอกออกผลไปสู่อย่างอื่น
ในฉากแคสติ้ง หนังตัดสลับการแคสติ้งเข้ากับภาพในหัวของผู้กำกับซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งบทภาพยนตร์ในหัวเขา
(ฉากป้าเจน) หรือเหตุการณ์ในอดีต(ฉากของเขากับจูน คนรักเก่า) ในขณะเดียวกันเราก็พบว่าไม่แต่เฉพาะนักแสดง
หากผู้หญิงรอบๆชีวิตของเขาก็ไหลกลืนเข้า...มาเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ เมื่อตัวละครอย่างเปียโนผู้ช่วย และแป้ง
คนรักปัจจุบัน(น่าสนใจว่าความสัมพันธ์ของเขากับผู้หญิงสองคนจากชีวิตจริงดูเหมือนจะไม่ราบรื่นนัก)
ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ด้วย ฉากสำคัญช่วงท้ายเรื่องเมื่อตัวละครซ้อมบทโดยพากันเดินวนรอบผู้กำกับ(ซึ่งอาจจะทำให้นึกถึงWERCKMEISTER
HARMONIESของBELA TARR อยู่บ้าง) จึงกลายเป็นภาพสะท้อนของความทรงจำที่มีตัวเขาเองเป็นศูนย์กลาง
ก่อนที่ในที่สุดเขาจะหายไปในฉากต่อมา ผ่านทางสิ่งซึ่งอาจจะเป็น'ความตายประดิษฐ์'
ฉากที่น่าสนใจที่สุดของหนังจึงคือฉากการถ่ายทำภาพยนตร์(ซึ่งเราไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า
เมื่อเขาสั่งให้ฮีน(ที่รับบทจูน แฟนเก่า)พูดประโยคเดิมซ้ำสองครั้งด้วยน้ำหนักเสียงใหม่
ในฉากนี้นักแสดงตีความเหตุการณ์ผ่านน้ำเสียง แน่นอนว่าถึงที่สุดผู้กำกับก็ตีความเรื่องเล่านี้ใหม่อีกครั้ง
มันคือการตีความใหม่ซึ่งเปลี่ยนเหตุการณ์และความทรงจำให้กลายเป็นเรื่องเล่า
แม้โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่า WOMAN I ยังขาดอะไรไปบางอย่างที่ตอบไม่ถูกว่าอะไร
(บางทีอาจจะเป็นความเนี้ยบของมันที่ทำให้เรารู้สึกว่าความนุ่มนวลในความเป็นมนุษย์ของตัวละครละลายหายไปในความแข็งเกร็งของหนังอยู่บ้าง
) และหนังน่าจะขยายออกมาได้อีก เสริมเติมเหตุการณ์สิ่งละอันพันละน้อยได้อีก
เพื่อให้มันนุ่มนวลและเป็นมนุษย์มากขึ้น แต่กล่าวถึงที่สุด
นี่คือหนังที่ละเล่นกับความทรงจำ และภาพยนตร์ได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว