ผมขอย้ำอีกครั้ง การเซนเซอร์คือยาพิษของโลกภาพยนตร์ การเซนเซอร์คือยาพิษสำหรับศิลปะ การเซนเซอร์คือยาพิษของวัฒนธรรม  การเซนเซอร์ คือการกระทำของพวกศักดินา มันคือระบอบผเด็จการ  - ลาฟ ดิแอซ

 

ลาฟ ดิแอซเป็นผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ที่หนังของเขาโดนแบนในประเทศ หลังจากไปคว้ารางวัลใหญ่มาจากเทศกาลเวนิซ เขาพูดประโยคนี้ไว้ในสุนทรพจน์สำหรับงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์อิตาเลียนในกรุงมะนิลา ในสุนทรพจน์ฉบับบนั้นเขากล่าว่า นี่คือสุนทรพจน์จาก คนทำหนังโป๊อิสระชาวฟิลิปปินส์ ไม่ใช่คนทำหนังศิลปะแต่อย่างไร

 

ลาฟ เพิ่งกล่าวสุนทรพจน์นี้ไปยังไม่ทันจะพ้นเดือน ใครจะนึกว่าเหตุการณ์ที่ลาฟสาปส่งไว้จะเกิดขึ้นในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างประเทศไทย

 

ภายในสัปดาห์เดียวเราพบว่ามีหนังอย่างน้องสองเรื่องที่สังเวยเซ่นระบบเซนเซอร์ของพรบ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่ เรื่องแรก คือการบังคับให้ตัดฉาก ทหารสังหารประชาชนในเหตุการณ์สังหารหมู่  6 ตุลา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ใน ‘ลิฟท์แดง' ตอนหนึ่งของหนัง มหาลัย'สยองขวัญ สุดท้ายเมื่อหนังออกฉายเราเห็นเพียงภาพเงามืดของสิ่งมีชิวิตที่อาจจะคือทหาร สาดกระสุนหันมาหาจอ มาหาผู้ชม 

 

แน่นอนว่าทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม หรือถ้าไม่รู้ก็สามารถหาความรู้ได้ไม่ยาก   แต่เราไม่สามารถจะดูสิ่งเหล่านี้บนจอหนังได้

 

อย่างไรก็ตามกรณีที่น่าตกใจกว่าคือการที่สารคดีเรื่อง บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกันของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล ถูกห้ามฉายในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ด้วยเหตุผลตลกๆเกี่ยวกับความขัดข้องลักลั่นของระบบการเซนเซอร์ภายใต้พรบ.ภาพยนตร์แบบใหม่  เรตทีควรได้ไม่มีให้ และฉายไม่ได้โดยไม่มีเรต รายละเอียด ทั้งหมดสามารถอ่านได้จากลิงค์ด้านล่างครับ

 

ผมไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะบอกเล่าเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์ทั้งหมดได้  แต่เหตุการณ์ทั้งคู่นำไปสู่การตั้งคำถามเดิมๆอีกครั้ง ว่าใครแบน / เซนเซอร์ หนังเหล่านี้และทำไม ซึ่งคำตอบที่ได้ก็เป็นคำตอบเดิม เหมือนพายเรือวนในอ่าง เราแทบจะโยนความผิดไปได้ทันที ถึงคณะกรรมการเซนเซอร์ และกรอบคิดคับแคบของพวกเขาและเธอ (เราอาจย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นกับกรณีการเซนเซอร์หนัง แสงศตวรรษของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล )

 

 

เช่นเดียวกับงานศิลปะ มนุษย์เป็นผลผลิตของสังคม และวัฒนธรรม จะชั่วดีถี่ห่างอย่างไรมันล้วนเชื่อมโยงห่วงโซ่ร้อยข้อต่อกลับไปยังต้นทางได้ทั้งสิ้น

 

เมื่อครั้งที่เราจัดฉายหนังฟิลิปปินส์ ของ Lav Diaz ระหว่างการQnA มีคนฟิลิปปินส์ลุกขึ้นถามว่าทำไมหนังเหล่านี้ถึงไม่ได้ฉายในประเทศฟิลิปปินส์ ทำไมพวกเขาถึงต้องออกมาดูหนังเหล่านี้นอกประเทศ นี่เป็นหนังที่ตั้งใจทำให้คนอื่นที่ไม่ใช่คนฟิลิปปินส์ดูหรือเปล่า 

 

ในครั้งนั้น Lav ไม่ได้ตอบคำถามนี้ คนที่ตอบคือ Alexis Tioseco นักวิจารณ์ชาวฟิลปิปินส์ ที่ต่อสู้เพื่อหนังฟิลิปินส์ และหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเข้มแข็งมาหลายปี เพื่อนผู้ล่วงลับของเรา เป็นคนลุกขึ้นมาตอบ เขาตอบโดยการเล่าเรื่องว่า มีคนเคยถามแบบนี้ครั้งหนึ่งเมื่อมีการจัดฉายใหนังของ Lav ในมหาวิทยาลัย และในครั้งนั้น Alexis ถามกลับผู้ถามว่า คุณคิดว่าหนังเรื่องนี้ควรจะให้คนในฟิลิปปินส์ดูหรือเปล่าล่ะ คนถามตอบว่าควร  Alexis จึงย้อนถามกลับไปว่า แล้วทำไมคุณไม่ทำมันล่ะ

 

It'snot a problem of the film , It's the film culture : มันใช่ปัญหาของตัวหนังแต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมทางภาพยนตร์ต่างหาก นี่คือสิ่งที่ Alexis กล่าวทิ้งท้าย

 

ในทำนองเดียวกัน ผมค้นพบว่าใช่หรือไม่ที่กรรมการเซนเซอร์ก็เป็นเพียงผลผลิตชิ้นหนึงขอวัฒนธรรมที่หล่อหลอมเขาและเธอขึ้นมา  พวกเขาเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง การก่นด่าพวกเขา ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาก้าวพ้นหล่มหลุมแห่งศีลธรรมกระพร่องกระแพร่งขึ้นมาได้ นอกจากจะเป็นเพียงการถมความเกลียดชังระกว่างกันลงสู่หุบเหวที่ไม่มีวันเต็ม  

 

เราอาจพูดได้เต็มปากว่าในกรณีของ THIS AREA IS UNDER QUARANTINE นั้นมันเกิดจาความผิดพลาดของระบบที่ออกแบบมาอย่างโง่เง่า (กล่าวให้ชัด คนโง่เง่าออกแบบระบบที่โง่เง่า) แต่นั่นแหละ คนโง่เง่าก็เป็นผลผลิตหนึ่งจากสังคมที่โง่เง่าหรือเปล่าหนอ   เพราะที่แท้จริงตัวระบบอันผิดพลาด เกิดจากการออกแบบระบบที่ผิดพล่าด ซึ่งมันเกิดจากสาเหตุเดียว   นั่นคือความเข้าใจอันผิดพลาดที่มีต่อภาพยนตร์ คือมโน?ศน์อันบิดเบี้ยวที่พวกเขามีต่อภาพยนตร์ (ผมไม่อยากใช้คำนี้เลย แต่ผมไม่แน่ใจว่าเราสามารถแปลคำว่า concept เป็นภาษาไทยได้อย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าคำว่ามโนทัศน์ได้ให้ความหมายเดียวกับคำว่าconcept หรือไม่ เมื่อเราได้ยินคำว่ามทัศน์ เราต้องแปลความหมายคำนี้ซ้ำกี่ครั้ง แล้วที่แท้จริงแล้วเราไม่มี่คำศัพท์พื้นๆตรงไปตรงมาในการใช้แทนคำว่า concept เลยหรือ หรือที่แท้เราอยู่ในโลกที่ไม่มี comcept)

 

เป็นเรื่องยุ่งยากมากที่เราจะตอบว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้ได้กินความไปทั้งกว้างทั้งลึก ทั้งในแง่ของสื่อบันเทิง ไปจนถึงกระบอกเสียงของประชาชน ทั้งความเป็นศิลปะและความเป็นขยะ ภาพยนตร์ไม่ได้มีความหมายง่ายๆโง่ๆว่าเป็นแค่สื่อบันเทิงที่ไม่น่าไว้วางใจอีกแล้ว บ่อยครั้งผมนึกสงสัยว่าอะไรที่ทำให้เราระแวงภาพยนตร์มากกว่าสื่ออื่น อะไรที่ทำให้เราคิดว่าภาพยนตร์เป้นสื่ออันตรายกว่า สื่อสิ่งพิมพ์ กว่าโทรทัศน์ กว่าอินเตอร์เนท  เราเชื่อจริงๆหรือว่าภาพยนตร์ความยาวเฉลี่ยสองชั่วโมงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำลายจริยธรรมของใครสักคน ภาพยนตร์มีพลังอำนาจมากกว่าสังคมอันวิปริตผิดรูป นี้หรือ ภาพยนตร์มีอำนาจมากกว่า การกลับกลอกของผู้คนที่เราพบเห็นทั้งทั่วไปหรือทางสื่อ ภาพยนตร์มีอิทธิพลกว่าความดัดจริตทางจริยธรรมที่อยู่ในหนังสือเรียน  ภาพยนตร์มีอำนาจมากกว่าชาตินิยมบูดเบี้ยวในวิชาประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์มีอำนาจมากกว่า คำสัญญาเลื่อนลอยของชนชั้นปกครองที่โกหกครั้งแล้วครั้งเล่า หาความชอบธรรมให้ตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างนั้นหรือ

 

ถ้าถามผม ผมตอบได้เลยว่าใช่ ภาพยนตร์มีอำนาจถึงเพียงนั้น แต่! ไม่ใช่ในรูปแบบนั้น

 

ภาพยนตร์มีอำนาจเพราะภาพยนตร์ก็เหมือนงานศิลปะอื่นๆ (ในแง่ของความเป็นศิลปะ ) ภาพยนตร์ซึมเข้าไปสู่จิตใจของคนซึ่งพองฟูและแห้งผากเหมือนกับฟองน้ำ ภาพยนตร์จะซึมเข้าไป ไม่ใช่ด้วยการกล่อมให้เชื่อ หากด้วยการตั้งคาถาม แต่ภาพยนตร์หรือไม่ว่างานศิลปะใดๆก็ไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปได้เลยหากผู้คนมีหัวยใจเป็นหิน  หรือว่าการทำหัวใจให้เป็นหินคืองานหลักของสังคมนี้ จงเซื่องซึม จงเฉื่อยชา จงอย่าตั้งคำถาม จงเชื่อในสิ่งซึ่งถูกสลักลงไปอย่างผิดๆในหัวใจหินๆของเรา อา สิ่งซึ่งสลักในหินนั้นคงทนถาวรกว่าของเหลวอ่อนนุ่มในฟองน้ำสินะ นี่เองพวกเขาถึงอยากให้เรามีหัวใจเป็นหิน

 

ผมไม่บังอาจจะสั่งสอนท่านทั้งหลายหรืแม้แต่ตัวเองให้เข้าใจ ‘มโนทัศน์'ที่แท้ของภาพยนตร์หรอกผมไม่มีขวัญกล้าแข็งพอถึงเพียงนั้น ในเมื่อผมเองยังเป็นผู้ขลาดเขลาในโลกอันไพศาลของภาพยนตร์อยู่เลย

 

แต่กระทั่งในความเขลานั้นผมกลับพบข้อเท็จจริงง่ายๆว่า ภาพยนตร์ในมโนทัศน์ที่เรายึดถือ ที่ผู้ออกแบบกฏหมายยึดถือ ที่ระบบยึดถือนั้น ช่างถูกลดรูป ง่อยเปลี้ยเสียขายิ่ง

 

กล่าวไว้ตรงนี้เลย ภาพยนตร์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สื่อบันเทิงปลอบประโลมจิตวิญญาณ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ยากล่อมประสาทผู้คน นั่นมันงานโฆษณาชวนเชื่อที่แค่สวมเปลือกหุ้มของภาพยนตร์

 

ภาพยนตร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่เป็นครูผู้สอนสั่งศีลธรรมอัดกระป๋องเพ้อเจ้อ  ในทางตรงกันข้ามภาพยนตร์อาจจะมีหน้าที่ในการรื้อสร้างศีลธรรมเหล่านั้นด้วยซ้ำ เพื่อให้เห็นว่า ข้างหลังของมันฟุ้งไปด้วยมายาคติอะไรบ้าง

 

ภาพยนตร์ไม่ได้มี่หน้าที่เพียงแค่สร้างความรู้รักสามัคคี ยิ่งไม่มีหน้าที่สร้างความสามัคคีด้วยการกดผู้อื่นให้ต่ำลงทั้งคนชาติเดียวกันหรือชาติอื่น

 

ภาพยนตร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่เป็นตัวเงินตัวทองที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น ‘สินค้า'ในสายพานการผลิตของ ‘อุตสาหกรรม' ภาพยนตร์ อย่างที่สมาพันธ์ภาพยนตร์   หรือสมาพันธ์ผู้ผลิตใดๆที่ห่วงแค่ผลประโยชน์ของตนเองอยากให้เป็น 

 

ในมโนทัศน์อันบิดเบี้ยวที่มีต่อภาพยนตร์นี้ พวกเขา (ซึ่งผมไม่อาจรู้ไดเลยว่ามีใครบ้าง) พากันกดหัวเราให้ดู ให้รู้ ให้ค แต่เฉพาะสิ่งซึ่งเป็นโฆษณาชวนเชื่อ อัดฉีดเราซ้ำๆด้วยยากล่อมประสาทที่แอบอ้างคุณสมบัติครอบจักรวาลที่เรียกกันว่าความดีงาม ซึ่งไม่รู้เลยว่าเป็นความดีงามของใคร

 

พวกเขากดหัวให้เราซื้อแผ่นลิขสิทธิ์ราคาแพงที่ถูกข่มขืนมาเรียบร้อยก่อนผลิต ก่อนด่าเราว่าเป็นโจรเพราะเราต้องการภาพยนตร์ที่ยังคงเหลือความเป็นภาพยนตร์อยู่บ้าง พวกเขาทำราวกับว่าชาวเราในประเทศโลกที่สามอันยากจนแสนเข็ยนี้จะต้องเป็นตัวโง่งงมไปชั่วนิรันดร์ เพราะเราไม่มีปัญญาจะซื้อหาศิลปะราคาแพงมาเสพเองได้ เป็นกรรมของคุณเองที่เสือกเกิดมาจน จงจน เจ็บ และ โง่ เพราะศิลปะน่ะ เป็นของชั้นสูง เป็นโสเภณีสำหรับกฏหมาย และเป็นตีนซึ่งเหยียบลงบนหัวของเรา

 

แต่ทั้งหมดนี้ผมไม่โทษพวกเขาเลย ผมไม่โทษใครหรืออะไรที่ทำให้มันเป็นเช่นนี้ มันเป็นความผิดของเราต่างหาก มันเป็นความผิดที่เราทุกคน ในฐานะคนทำงานด้านวัฒนธรรมไม่ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมขึ้นมา เรายืนดูมันถูกทำลายลงไปต่อหน้าเฉยๆ

 

เรามีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เข้มแข็ง(ซึ่งไม่รู้ว่าเข้มแข็งหรือหลอกตัวเองว่าเข้มแข็ง) แต่ที่แน่ๆไม่เคยหลอกตัวเองเลยว่าเป็น อุตสาหกรรม แต่เรามีวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ที่อ่อนแอ หรือแย่กว่านั้นไม่มีเลย

 

เราไม่มีสื่อที่ทำหน้าที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับภาพยนตร์ เรามีแค่การแสดงอารมณ์อันเร่าร้อน ชอบ เกลียด ห่วย ดี ทุกอย่างแปรผันตามอารมณ์ผิวเปลือก เราปล่อยให้คนดูหนังต้องโดดเดี่ยวในโลกภาพยนตร์อันกว้างใหญ่ อย่าโทษใครเลยถ้าเราจะมีแต่คนดูหนังที่นิยมหนังฉาบฉวย  เราไม่เคยสร้างอะไรไว้ให้พวกเขา มากกว่าการก่นด่าเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น วัฒนธรรมการชม คิด เขียน เกี่ยวกับภาพยนตร์ของเราจึงเป็นแค่เรื่องผิวเปลือกที่ฉาบฉวย

 

เราไม่มีการศึกษาภาพยนตร์อย่างจริงจัง เราไม่มีกระทั่งสถานที่ที่เหมาะสมในการเก็บรักษาฟิล์มภาพยนตร์ ก็สมควรแล้วที่หนังไทยจะถูกมองว่าเป็นขยะ เพราะมันถูกปฏิบัติเยี่ยงขยะมาตลอด ต่อให้มีทองอยู่ในนั้นเราก็ไม่มีวันค้นพบ เพราะเราเป้นเพียงส่วนหนึ่งของวัฒนะรรมฉาบฉวยที่เราสร้างขึ้นมาเอง

 

การเซนเซอร์หนังที่แท้เป็นเพียงส่วนปลายของห่วงโซ่ปัญหาอันลึกกว่านั้น  การก่นด่ามันก็เพียงแต่ทำให้เราดูสูงขึ้นกว่าไม่ทพอะไรเลยเท่านั้นเอง

 

 

ถ้าคุณเป็นศิลปิน จงทำงานต่อไป จงสร้างสรรค์งานอย่างไม่ต้องกลัวกฏเกณฑ์ใดๆ  คุณมีสิ่งพิเศษ โปรดเอามันออกมาใช้ถือว่าทำเพื่อพวกเราที่ไม่ได้มีสิ่งนั้น

 

ถ้าคุณเป็นนักวิจารณ์ จงขันแข็งและกล้าหาญ จงก่อการถกเถียงมากกว่าการยอมจำนนไม่มีศิลปินหน้าไหนจะดำรงอยู่ได้ถ้าปราศจากวัฒนธรรมการวิจารณ์

 

ถ้าคุณเป็นผู้ชม จงชม จงชมต่อไป จงถกเถียงใคร่ครวญ จงคันคะเยอเมื่อพบเข้ากับขอบเขตทางศิลปะใหม่ๆที่ไม่ได้กล่อมให้คุณหลับอีกต่อไป จงอย่าเชื่อถ้ามีใครบอกว่าโลกนี้มันเครียดพออยู่แล้วและภาพยนตร์มีไว้เพื่อความบันเทิง ความบันเทิงนั้นมีมากมายหลายแบบ  เราจำกัดมันเพียงเพื่อที่จะให้เราได้เครียดต่อไปก็เท่านั้นเอง แค่เปิดประตูออกมา

 

 

 

แน่นอนการสร้างวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องจบในสามเดือนหรือหนึ่งปี แบบโครงการที่เขียนขึ้นเพื่อเบิกงบประมาณ มันอาจใช้เวลานานและเราหลายคนคงต้องบาดเจ็บล้มตาย ตอนนี้ก็จวนเจียนตายกันอยู่หลายราย

 

แต่เราก็ต้องทำต่อไป

 

ถ้อยแถลงทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผม ซึ่งดำเนินไปอย่างเศร้าสร้อยโกรธแค้น และโง่เขลา ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับใครหรือองค์กรใดๆทั้งสิ้นครับ

 

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

4 พย. 2552

ลิงค์ข้อมูลTHIS AREA IS UNDER QUARANTINE ครับ

http://www.popcornmag.com/bbs/index.php?showtopic=7215

 

for better quality you can download the whole film here

  http://www.mediafire.com/file/mnzn3jamm2m/la lunar.wmv

 

IS THIS AREA IS STILL UNDER QUARANTINE?!?

posted on 31 Oct 2009 08:16 by filmsick

 

ข่าวจากมติชนออนไลน์ครับ

 

รวบรวมทุกข้อมูล

http://www.popcornmag.com/bbs/index.php?showtopic=7215

หนังสารคดีเกย์-มุสลิมถูกห้ามฉายในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ชี้กม.ใหม่ทำสับสน

"บริเวณ นี้อยู่ภายใต้การกักกัน" หนังสารคดีที่พูดถึงปัญหาของเกย์และมุสลิมในสังคมไทย ถูกห้ามฉายในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ เหตุพรบ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่ทำสับสน มอบอำนาจคณะกก.และอนุกก.พิจารณาหนังไม่ชัดเจน

"บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน" ภาพยนตร์สารคดีเชิงทดลองของ "ธัญสก พันสิทธิวรกุล" เจ้าของรางวัลศิลปาธร สาขาภาพยนตร์ ประจำปี พ.ศ.2550 จากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ที่นำเสนอปัญหาของกลุ่มชายรักร่วมเพศและกลุ่มคนมุสลิมในสังคมไทย ถูกห้ามฉายใน "เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ" ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-15 พฤศจิกายนนี้ สืบเนื่องมาจากเนื้อหาอันสับสนของพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551


โดยภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน" ถูกคัดเลือกให้ได้รับการจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ แต่ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฯ ฉบับใหม่ ผู้ จัดเทศกาลภาพยนตร์ต้องจัดส่งเรื่องย่อของหนังทุกเรื่องที่จะถูกจัดฉายใน เทศกาลไปให้ "คณะอนุกรรมการ" สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม พิจารณาว่าหนังเรื่องใดที่ควรส่งไปให้ "คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์" พิจารณากำหนดเรตติ้งก่อนจัดฉาย และหนังเรื่องใดสามารถจัดฉายในเทศกาลได้เลยโดยมิต้องผ่านการพิจารณาเรตติ้ง โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าว


เมื่อคณะอนุกรรมการ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้อ่านเรื่องย่อและชมภาพยนตร์สารคดีของธัญสกแล้ว ก็ มีความเห็นว่าหนังควรได้รับการพิจารณาเรตติ้งก่อนจะถูกจัดฉายในเทศกาล จึงแนะนำให้ผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ยื่นภาพยนตร์เรื่องนี้ไปให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พิจารณากำหนดเรตติ้งเสียก่อน


อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการยื่นเรื่องไปให้คณะกรรมการชุดดังกล่าว คณะ กรรมการกลับเห็นว่าทางผู้จัดเทศกาลไม่ได้ยื่นเอกสารที่เหมาะสมมาให้พวกตน พิจารณา ดังนั้นจึงไม่รับพิจารณากำหนดเรตติ้งให้แก่ภาพยนตร์เรื่องนี้


แต่คณะอนุกรรมการที่แนะนำให้มีการจัด ส่งภาพยนตร์เรื่องนี้ไปให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์พิจารณา ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของตนเองที่เห็นว่าหนังควรได้รับการจัด เรตติ้งก่อนถูกจัดฉายได้ เนื่องจากกฎหมายไม่อนุญาตให้คณะอนุกรรมการชุดนี้เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยใหม่ ส่งผลให้ "บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน" ต้องถูกห้ามฉายไปโดยปริยาย


"กระบวนการดังกล่าวยุ่งยากและซับซ้อนมาก เรามีหน้าที่เพียงแค่แนะนำให้ผู้จัดเทศกาลยื่นหนังไปให้คณะกรรมการชุดใหญ่ พิจารณาเรตติ้ง แต่เราเองไม่มีอำนาจพิจารณาเรตติ้งให้แก่หนัง เราไม่ได้ต้องการให้มีการห้ามฉายหนังเรื่องนี้ แต่ระบบที่เป็นอยู่เหมือนต้องการจะให้เป็นเช่นนั้น" หนึ่งในคณะอนุกรรมการที่เสนอให้ผู้จัดเทศกาลยื่นหนังสารคดีเรื่องนี้ไปให้ คณะกรรมพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์กำหนดเรตติ้ง กล่าว


ทางด้านนายเกรียงศักดิ์ ศิลากอง ผู้อำนวยการเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ แสดงความเห็นว่า รู้สึกเสียใจที่หนังซึ่งทีมงานคัดเลือกไว้จะไม่ได้ถูกจัดฉายในเทศกาล ทั้ง ๆ ที่เป็นภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การดู โดยทางเทศกาลต้องการฉายหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะว่าหนังจะนำไปสู่ความขัดแย้งใด ๆ แต่เพราะหนังได้เล่าเรื่องราวที่คนไทยไม่เคยเห็นมาก่อนในภาพยนตร์เรื่องอื่น โดยเฉพาะในส่วนที่มีการอ้างอิงกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อปี พ.ศ.2547


"กระบวนการของกฎหมายสับสนมาก และไม่ได้มอบวิธีการแก้ปัญหาไว้ให้กับพวกเรา เราพูดถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตลอดมา แต่เราก็ยังไม่เคยเห็นเสรีภาพดังกล่าว" ผู้อำนวยการเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ กล่าว

 

ทั้งนี้ วงการภาพยนตร์ไทยได้เริ่มใช้ระบบเรตติ้งภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง วัฒนธรรมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2552 อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ได้พิจารณาเรตติ้งให้แก่ หนังที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เชิงพาณิชย์เพียงเท่านั้น


(สรุปความจาก www.screendaily.com และ www.bangkokpost.com)