CINEMATIC VALENTINE CHINESE NEW YEAR

posted on 09 Feb 2010 12:15 by filmsick  in FILMFLU

ปีนี้ตรุษจีน ควบวาเลนไทน์ ใครลูกไทย (ลูกจีน)ไม่ได้แแตะ๊ะเอีย อกหัก รักคุด หรืออยากจะชวนคนรักพร้อมครอบครัวมาบันเทิงเริงใจในสุดสัปดาห์แห่งสีแดง(ที่ไม่เกี่ยวกะการเมือง) เราขอเรียนเชิญทุกท่านมาดูหนังดังรายการต่อไปนี้!

 

1. FILMVIRUS SHORT :PROTOTYPE @ THE READING ROOM

THE READING ROOM ร่วมกับ FILMVIRUS ชวนชม หนังสั้นนานาชาติ ในโปรแกรม FILMVIRUS SHOERTS :PROTOTYPE!

13กุมภาพันธ์ นี้ 14.00 น.เป็นต้นไป ที่ 

2351/4 ถนนเจริญกรุง (ปากซอย 91)
ยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทรศัพท์ 02-289-0395
 

 โปรแกรมประกอบด้วย

 

Sherlock Jr. (Buster Keaton/1924/US) 45 mins

 

หนังเล่าเรื่องคนฉายหนังที่อยากเป็นนักสืบ ยามว่างจากการเปลี่ยนม้วนฟิล์ม เขาจะนั่งอ่านหนังสือคู่มือการเป็นนักสืบ พ่อหนุ่มตกหลุมรักสาวสวยผู้หนึ่ง และพยายามหาเงินซื้อของไปฝากเธอ โดยมีศัตรูหัวใจเป็นเจ้าหนวดนายหนึ่ง ที่แอบขโมยนาฬิกาพกของพ่อสาวเจ้า ไปซื้อของขวัญสวยกว่า เก๋กว่ามากำนัล แล้วไส่ไฟคีตันว่าเป็นขโมย งานนี้หนังสือนักสืบก็ช่วยอะไรไม่ได้ ตามมาด้วยเรื่องชุลมุนชุลเกที่แทนที่คราวนี้จะเกิดขึ้นจริงๆกลับไปเกิดใน หนังแทน(ที่จริงเกิดขึ้นในหนังที่อยู่ในฝันอีกที)

นี่คือหนังสั้นเรื่องสำคัญ ของนักแสดงตลกที่มีคนรักมากที่สุดในโลกอย่างBuster Keaton ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะในแง่มุมการเล่นกับ สื่อภาพยนตร์ มองภาพยนตร์เป็นสื่อชนิดหนึ่งมากกว่าเป็นเรื่องเล่าที่เป็นจริง(ซึ่งจาก ปัจจุบัน มันอาจเป็นมุมมองเก่า แต่หนังเรื่องนี้สร้างในปี 1924 ซึ่งเป็นยุคต้นๆของภาพยนตร์เลยทีเดียว)

 

Artavazd Peleshyan's  shorts

            ชื่ออาจอ่านยากไม่คุ้นหู แต่ Artavazd  Peleshyan คือผู้กำกับภาพยนตร์คนสำคัญชาวอาร์เมเนีย แม้ชื่อของเขาจะตกสำรวจในโลกภาพยนตร์ หาก Sergei Paradjanov ผู้กำกับคนสำคัญ(ที่ไม่ตกสำรวจ)กลับบอกว่านี่คือคนไม่กี่คนที่เป็นอัจฉริยะ ของโลกภาพยนตร์ งานของ Peleshyan แทบไร้บทสนทนา โดยมากเป็นเพียงการจ้องมองมนุษย์ สัตว์ หรือสิ่งต่างๆ โดยประสมทั้งภาพที่มีคนถ่ายไว้ กับภาพที่เขาถ่ายไว้เอง งานของเขามักไม่ยาว และไม่มีบทสนทนา เป็นการจ้องมองที่จู่จับลงไปในภาพและสร้างความรู้สึกพิเศษ อันน่าทึ่ง และนี่คืองานบางส่วนของเขา

 

Life (Artavazd Peleshyan/1993/Armenia) 7 mins

ภาพการจับจ้องความปวดร้าวระยะประชิดของหญิงสาวผู้หนึ่ง กล้องจดจ่ออยู่กับใบหน้าอันทุรนทุรายของหล่อนเพื่อที่จะให้คำตอบอันงดงามเหลือเชื่อ

End (Artavazd Peleshyan/1994/Armenia) 10 mins

ภาพการจับจ้องหลากหลายชีวิตที่ล่องไปบนขบวนรถไฟ ภาพใบหน้าอันสวยงามและเศร้าสร้อยของหลากหลายผู้คนตั้งแต่คนแก่เฒ่า หนุ่มสาว ไปจนถึงเด็กน้อย พวกเขาคือบรรดาผู้แพยพจากแดนสงครามที่เดินทางเข้าไปสู่ความมืดมิด

 

Bread and Alley (Abbas Kiarostami/1970/Iran) 10 mins

หนังสั้น debut ของAbbas Kiarostrami หัวหอกผู้กำกับ Iran New Wave ที่ตอนนี้กลายเป็นผู้กำกับระดับปรมาจารย์ไปเรียบร้อยแล้ว หนังของKiarostrami มักเล่าเรื่องโดยใช้เด็กๆเป็นตัวเดินเรื่อง เล่าอย่างเรียบง่ายด้วยรูปแบบคล้ายสารคดี หากมีท่าทีคมคายต่อการวิพากษืประเด็นปัญหาในอิหร่าน  จนทำให้งานของเขาเป็นที่ชื่นชมจากคนดูทุกมุมโลก แม้ในระยะหลังงานของ Kiarostrami จะดิ่งลึกสู่การสร้าสุนทรียะส่วนบุคคลที่ต้องอาศัยการตีความอย่างละเอียดลึกซึ้งมากขึ้น แต่งานยุคแรกๆของเขาก็ดูง่าย งดงามและไม่เพ้อเจ้อเลยแม่แต่น้อย

 

หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเด็กชายคนหนึ่งที่ต้องผเชิญปัญหาหนักอกระหว่างทางกลับบ้านนั่นคือเจ้าหมาน่ากลัวที่ค่อยเห่าไล่ จนเขาต้องหยุดรอให้หมาไปแต่รอจนง่วงเหงาหาวนอนหมาก็ยังไม่ไป เจ้าเด็กน้อยจึงต้องหาวิธีใหม่ๆในการกลับบ้าน

 

April (Otar Ioseliani/1962/Georgia) ) 45 mins

หนังเรื่องแรกของOTAR IOSELIANI ผู้กำกับคนสำคัญแห่งจอร์เจีย หนังเงียบขาวดำของเขาเรื่องนี้เปิดตัวด้วยภาพของผู้คนที่พากันแบกขเวของ เครื่องใช้ไปมาเข้าออกห้องหับต่างๆ ในอาคารต่างๆ  หนุ่มสาวคู่หนึ่งแอบหยอกล้อเล่นตามตรอกซอกซอยเล็กแคบ เข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้ก่อนจะมาลงเอยกันในห้องโล่งที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์สัก ชิ้น ตอนนั้นเธอและเขามีความสุขนั่งซบหลังไหล่กันบนพื้นมองดูชีวิตคนอื่นๆจากช่อง หน้าต่าง จนกระทั่งชายที่ชั้นล่างคนหนึ่งยกเก้าอี้ตัวหนึ่งให้คนทั้งคู่ พวกเขาก็เริ่มต้นสร้างครอบครัว สาละวนอยู่กับการซื้อหาเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ และทำความสะอาดเครื่องเรือนเก่าที่วางกองเต็มบ้านจนไม่มีที่แม้แต่จะยืน มิพักต้องมาคิดเรื่องกอดกัน ข้างบรรดาเพื่อนบ้านที่ตึกฝั่งตรงข้ามที่มีทั้งครูบัลลเล่ต์กับลูกศิษย์  วงดนตรีเครื่องเป่า และหนุ่มนักกล้าม ก็วุ่นวายอยู่ทั้งกับภาระส่วนตัวและเสียงอึงอลจากการเข้าออกไม่รู้จบของ บรรดาเครื่องเรือน  ต้นไม้ในฝันที่หนุ่มสาวเคยพบกันก็ถูกโค่นลงแล้ว

หนังเล่าเรื่องเหนือจริงได้อย่างชวนฝัน รื่นรมย์ เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ขณะเดียวกันก็ร้าวรานอย่างยิ่ง

Darkness/ Light / Darkness (Jan Svankmajer / 1990/ Chezh) 8 mins

 

JAN SVANKMAJER เป็นศิลปินที่ทำงานแบบเหนือจริง โดยอาศัยสื่อหลากหลายรูปแบบ งานของเขาส่งอิทธิพลต่อผู้กำกับมากมายไม่ว่าจะเป็น TIM BURTON , TERRY GILLIAM หรือพี่น้องตระกูล QUAYS (สองคนหลังนี้ เป็นลูกศิษย์ของเขาเอง และ เคยทำอนิเมชั่น THE CABINET OF JAN SVANKMAJER เพื่ออุทิศให้กับเขาด้วย)  เขาได้รับยกย่องในฐานะของคนทำงานstop motionอันมีเอกลักษณ์ เฉพาะในการสร้างภาพเหนือจริง ฝันสยองซ่อนอารมณ์ขบขันตามสไตลบ์ยุโรปตะวันออกซึ่งเจืออารมณ์ขื่นสยองแบบคาฟกาเต็มที่  จนถึงตอนนี้เขายังคงทำหนังอยู่ในปราก  หนังของSvankmajer มักเต็มไปด้วย การมีชีวิตของข้าวของเหลือใช้ เฟอร์นิเจอร์พังๆ ตะปูขึ้นสนิม หรือซากสัตว์ แต่ สิ่งที่พบเห็นเป็นตัวละคร (และเป็นส่อ)ของเขาคืออาหาร ที่เขาหยิบจับมันมาเล่นอย่าสนุกสนาน และชวนกระอักกระอ่วนได้ในหลายต่อหลายคราว ข้าวของถูกทำให้มีชีวิตโดยใช้เทคนิค STOP MOTION (ถ่ายทีละชอต แล้ว ขยับทีละนิดจนบังเกิดความเคลื่อนไหว )  หนังของSvankmajer ทุกเรื่องถูกแบนในประเทศบ้านเกิด แต่นอกบ้านเขาคือ ปรมาจารย์คนสำคัญของโลก

Darkness /Light / Darkness เป็นอนิเมชั่นดินปั้นที่เล่นกับอวัยวะชิ้นส่วนของมนุษย์ในห้องเพดานต่ำ เล่ามากกว่านี้ไม่ได้ ต้องดูเองเหวอเอง!

 

Inextinguishable fire (Harun Farocki /1969/German) 21 mins

HARUN FAROCKI เป็นผู้กำกับลูกครึ่งเยอรมัน อินเดีย ที่ทำหนังแบบไม่เล่าเรื่อง มาตั้งแต่ปี 1960 หนังของเขามักเต็มไปด้วยประเด็นทางสังคมและการเมือง สะท้อนภาพความสนใจในลัทธิ มาร์กซ และพุ่งเป้าไปยังการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ , ระบบอุตสาหกรรม , คุก , การใช้ระเบิดนาปาล์ม , ห้างสรรพสินค้า , การปฏิวัติ และอื่นๆ เขาใช้วัตถุดิบหลากหลายในการสร้างสรรค์หนังของเขา ตั้งแต่ภาพข่าว สารคดีรูปถ่าย หนังข่าวและมักมี คำบรรยาย หรือมีผู้เล่านั่งเล่าเรื่องไปพร้อมกับภาพ นักวิจารณ์หลายคนเรียกหนังของเขาว่า essay film  บางคนเรียกเขาว่า the best known-unknown director เพราะแม้เขาจะดังมากในทั่วโลก (CAHIER du CINEMA เคยเขียนบทความถึงเขาโดยใช้ชื่อว่า who is farocki ? ) อต่เขากลับไม่เป็นที่รู้จักนักในเยอรมัน  

Inextinguishable fire เป็นหนังต่อต้านสงครามเวียดนามพันธุ์พิเศา ที่ประกอบขึ้นจากภาพการอ่านแถลงการณ์แบบอ่านจริงเจ็บจริงประสมกับภาพฟุตเตจข่าวเก่าๆ โดยทั้งหมดถูกเอามารื้อสร้างใหม่ให้กลายเป็นหนังessay film ที่แสบกัยถึงทรวงถึงใส้!

 

Yevgeny Yufit's shorts

Spring (Yevgeny Yufit /1987 /USSR) 10 mins +

Fortitude (Yevgeny Yufit/1988/USSR)  3 mins

 

กลุ่มหนังสั้นของ Mazhalala Film ในช่วงทศวรรษ 1980's นี้เอง ที่เป็นจุดกำเนิดของหนังตระกูล Necrorealism ซึ่ง Yevgeny Yufit ตั้งใจจะเย้ยหยันศิลปะแนว Socialist Realism ที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์โซเวียตพยายามสนับสนุนและส่งเสริมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ อันดีงามของระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม

ผลงานเด่นของ Mazhalala Film ในช่วงนี้ มักจะถ่ายทำกันด้วยฟิล์มขาวดำหมดอายุ ให้ภาพที่แลดูดิบหยาบราวกับเป็นหนังที่สร้างกันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1910's แล้วเพิ่งจะมีการค้นพบ โดยภาพที่ปรากฏในหนังมักจะเป็นการสะท้อนถึงการ 'ถูกกระทำ' ทางจิตวิญญาณของผู้คนในรัสเซียอันเป็นผลมาจากระบอบการปกครอง ซึ่งรังแต่จะลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้คนลงจนแทบจะไม่เหลือความเป็นคน อีกต่อไป หนังสั้นในยุคนี้จึงอุดมไปด้วยภาพการถูกสังหารและทารุณกรรมด้วยวิธีการต่าง ๆ นานาจากคนในเครื่องแบบที่เป็นตัวแทนของฝั่งรัฐบาลไม่ว่าจะเป็น ทหาร หรือ บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งถึงแม้ว่าการกระทำในหลาย ๆ ฉากจะชวนให้หวาดเสียว แต่ Yevgeny Yufit ก็ดูจะระมัดระวังในการคุมโทนออกมาไม่ให้แลดูน่ากลัวจนประเจิดประเจ้อแบบที่ เห็นกันบ่อยครั้งในหนังสยองขวัญ เพื่อให้ฉากต่าง ๆ เหล่านี้ยังมีน้ำหนักในฐานะภาพเปรียบเปรยถึงสิ่งที่รัฐบาลกระทำต่อประชาชน ของเขามากกว่าจะเป็นการสร้างความน่ากลัวกันอย่างไร้เหตุผล

 

Superbia (Ulrike Ottinger/1986/German)16 min

 

หนังสุดเหวอของคุณป้ามหาภัย Ulrike Ottinger ผู้กำกับหญิงห่ามเพี้ยนจากเยอรมันที่ทำหนังอย่างไม่ประนีประนอม หนังของOttinger มักฉูดฉาดทั้งเสื้อผ้าหน้าผม เต็มไปด้วยตัวละครหญิงเปรี้ยวแรงชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู คุณป้า Ottinger ไม่เคยรีรอจะวิพากษ์วิจารณืด้วยน้ำเสียงเฟมินิสต์ หาก เจือความพิลึกพิลั่นราวกับตัวละครมาจากจักรวาลอื่น ขณะเดียวกันก็ยังคงความอ่อนไหวแบบผู้กำกับหญิงผู้ละเมียดละไมด้วย

 

Superbia เป็นหนังสั้นพักยกของคุณป้า ที่เล่าเรื่องชบวนพาเหรดประหลาดโลกที่มีทั้งราชินี ส่ำสัตว์ คนแคระ ขบวนทหารทุกคนแต่งตัวพิลึกพิลั่น กระทำกิริยานอกคอก ในขณะเดียวกันก็ซ้อนเข้ากับภาพขวบนทหารนาซี วิพากษ์สงครามได้เจ็บแสบบาดลึกยิ่ง!

 

Rocky VI ( Aki Kaurismaki /1986/Finland) 9 min

หนังสั้นยุคต้นของผู้กำกับหน้าตายใจงามชาวฟินแลนด์ Aki Kaurismaki  ผู้กำกับที่มักทำหนังเล่าเรื่องคนเล็กคนน้อย ไร้อารมณืที่ต้องผเชิญชะตากรรมหน่วงหนักหากก็ก้มหน้าฝ่าฟันกับมันไป ในจักรวาลที่ทุดอย่างเป็นสีทึมหม่นโทนเดียว เหมือนหลุดมาจากยุคหนังโบราณที่กาลเวลาแชข่แข็งเอาไว้

 

Rocky 6 สร้างก่อน  Rocky 4 (ของจริง) หมายความว่ามันเป็นหนังที่มีเป้าประสงค์จะล้อเลียนหนังฮอลลีวู้ดเรื่องนั้ โดยเปลี่ยนให้เป็นเรื่อง ของนักมวยขี้เหล้าชาวฟินแลนด์ แลร้อยแปดวิธีการซ้อมแบบหัวราน้ำ ก่อนจะต้องขึ้นชกกับนักชกขาใหญ่ ใครจะรู้ ว่าถึงที่สุด Rocky ต้นฉบับ มันจะกระดึ๊บมาถึงภาค6 จริงๆ แต่เชื่อเถอะความันส์ มันต่างกันเยอะ!

 

Psy - Show (Marina de Van/1999/FR) 22 min

 

หลายคนรู้จัก Marina de Van ในฐานะมือเขียนบทคู่บุญของFrancios Ozon ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ซึ่งในระยะหนึ่งทั้งคู่เคยร่วกันทำหนังเพี้ยนพิลึกจนเกือยวิปริต แต่สนุกสนานและคมคายไว้หลายเรื่อง  ตัว Marina de Van เองเพิ่งกำกับหนังใหญ่ไปสองเรื่อง เรื่องแรกว่าด้วย            ผู้หญิงที่กินเนื้อตัวเอง ส่วนเรื่องหลังว่าด้วยหญิงงามสองคนที่คนหนึ่ง เอ่อ ค่อยๆกลายเป็นอีกคน!

 

เฟมินิสต์จ๋า ส่อเค้าหญิงบ้ามาแต่ไกล เราจะพาคุณไปพบกับหนังสั้นยุคต้นของเธอที่ฉายแววความเฮี้ยนมาตั้งแต่ต้นแม้ จะยังไม่เฟมินิสต์ เท่ายุคกลังก็ตาม  Psy Show ว่าด้วยเรื่องของชายที่กำลังเข้าสู่วิกฤติวัยกลางคน ที่กำลังปรึกษาจิตแพทย์ซึ่งเป็นเจ้าของเก้าอี้บินได้! และไอ้เก้าอี้พิลึกนี้ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของหมอกับคนไข้พิลึกพิลั่นเกิน จะรับ!

 

The Skywalk is gone (Tsai Ming Liang/2002/Taiwan ) 25 min

 

หนังสั้นที่เป็นเสมือนข้อต่อของหนังยาวสองเรื่อง( What Time Is It There? และ The Wayward Cloud) ของไฉ่มิ่งเหลียงผู้กำกับชาวไต้หวันที่สนุกสนานกับการเล่าหนังอันเต็มไปด้วยภาวะขันขื่น ของบรรดาตัวละครหน้าตายในฉากนิ่งเนิบที่ยิ่งยิ่งยิ่งฮา และแน่นอนยิ่งฮายิ่งเจ็บ หนังของไฉ้มักมีองค์ประกอบแปลกพิลึกพิลั่น ตัวละครครึ่งคนครึ่งใบ้ที่ผเชิญสถาณการณืกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (บ่อยครั้งมันออกจะเหวอมากกว่าสมจริง)

 

แต่ไม่ว่าจะเคยดูหนังทั้งสองเรื่องนั้นหรือไม่ ราก็ดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างสนุกสนาน เพราะนี่คือหนังทีเล่าเรื่องของ อาอี๊ที่บัตรประชาชนหาย ผู้หญิงที่ตามหาสะพานลอย และชายขายนาฬิกาที่กำลังไปแคสท์บทหระเอกหนังป๊!

 

2.KIDLAT IS COMING TO TOWN 

 

สัปดาห์ที่สามของ โปรแกรม PINOY CLASSICS สัปดาห์นี้พบกับผู้กำกับอาณืตตัวพ่อจาก ฟิลิปปินส์ KIDLAT TAHIMIK 

บางคนอาจจะคุ้นชื่อหลังจากได้อ่านบทความเกี่ยวกับ PEERFUMED NIGHTMARE ใน 151 CINEMA ใครจะคิดว่าในที่สุดเราจะตามล่าหาหนังลับแลเรื่องนี้มาฉายได้ แุถมควบกับ TURUMBA หนังปี 1981 ที่เหวอพอกัน! 

หมายเหตุ : เนื่องจากปัญหาทางเทคนิค ผู้จัดจึงขอเปลี่ยนโปรแกรมจากเดิมที่จะฉาย VIDEO DIARIES ของ KIDLAT เป็นหนังเรื่อง TURUMBA แทนครับ 


ตั้งแต่เวลา 12.30 น. เป็นต้นไป

ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)
 
วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553
12.30 น. Perfumed Nightmare (1977) กำกับโดย Kidlat Tahimik
(อ่านที่ลงในหนังสือ 151 Cinema) +

14.30 น. TURUMBA(1981) กำกับโดย Kidlat Tahimik
 
สอบถามเพิ่มเติมที่ 

http://dkfilmhouse.blogspot.com/

หรือ filmsick@gmail.com 

 

 

3. วาทกรรมคนบาป @ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑

 แต่หากท่านไม่อยากอยู่กรุง เราเชิญท่านมุ่งลงใต้ มาฉาว คาว บาแ รับวันแห่งความรักด้วยโปรแกรมนี้ครับ

วาทกรรมคนบาป ฉายอีกครั้งที่ร้านหนังสือ ภูเก็ต วันที่ 14 กุมภา นี้ เวลา 19.00 น. ไปเจอกันได้ที่ร้านครับ
วาทกรรมคนบาป (The Sinners's Discourse) : 2009 : Thai : 80 min.

วาทกรรมคนบาป พื้นที่แห่งการสารภาพ ความรู้สึกผิด การชำระล้าง ผ่านงานวีดีโอ จากศิลปินอิสระ นักเขียน นักวิจารณ์ คนทำหนัง และทุกคนที่มีบาป

The sinners's discourse – a space for every sinner to confess, redeem their sin via a video art

ร่วมสารภาพโดย :
ไกรวุฒิ จุลพงศธร : Graiwoot Chulphongsathorn
จุฬญาณนนท์ ศิริผล : Chulayarnnon Siriphol
ชัยศิริ จิวะรังสรรค์ : Chaisiri Jiwarangsan
นฆ ปักษนาวิน : Nok Paksnavin
นนทวัฒน์ นำเบญจพล : Nontawat Numbenchapol
พิชชานันท์ เลาหะพรสวรรค์ : Pichanund Laohapornsvan
วิชาติ สมแก้ว : Vichart Somkaew
วิรัส ยั่งยืน : Wirut Yangyuen
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา : Wiwat Lertwiwatwongsa
สันติภาพ อินกองงาม : Santiphap Inkong-ngam
ศาสตร์ ตันเจริญ : Zart Tanchareon
อรรถวุฒิ บุญยวง : Authawut Boonyuang

more details :
http://thesinners.exteen.com/director-8217-s-statement
 

วาทกรรมคนบาป (The Sinners's Discourse) : 2009 : Thai : 80 min.

คาราโอเกะเพลงแผ่เมตตา (5 นาที)

โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล

Director’s  statement : เป็น การแผ่เมตตาแด่ผู้ทุกข์ร้อน อันสืบเนื่องมาจากวิกฤติทางการเมืองของ ไทย เพื่อความสุขเย็นกลับคืนมาอีกครั้ง 

.

Sorry ( 6 นาที )

โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร
เรื่องย่อ : ไปงานพี่ต่อ

Director's statement : เรา ติดใจเหลือเกินที่เราไม่ได้ไปร่วมงานงานหนึ่งในอดีต เราก็เลยพยายามจินตนาการและสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยงานอีกงานหนึ่งที่น่าจะ บรรยากาศคล้ายๆ กัน เพื่อเป็นการขอโทษและระลึกถึง

 

นางแอ่น : Swallow ( 7.40 นาที )
โดย ศาสตร์ ตันเจริญ
Director’s statement :
เวลา ขับรถผ่านแถวๆสมุทรสงคราม ผ่านป่าชายเลน และตึกที่เขาทำไว้เลี้ยงนกนางแอ่น ทีไร มันทำให้นึกไปถึงเสียงบันทึกของนกนางแอ่นที่เขาทำเอาไว้เปิดหลอกดักให้ นกนางแอ่นเหล่านั้นบินเข้ามาในตึกทุกที กระนั้นจึงได้อยากจะสร้างความรู้สึก นั้นๆขึ้นมาใหม่ในความรู้สึกเดิมๆที่ยังคงกระอักกระอ่วนอยู่เรื่อยๆในจิตใต้ สำนึกของเราเองอีกครั้ง

.

Party ผีดิบ ( 3 นาที )
โดย พิชชานันท์  เลาหะพรสวรรค์

Director's statement : รู้สึกบาปทุกครั้งที่มีความสุข ฯลฯ

. 

 

วันฝัน : daydream ( 13 นาที )

โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล

เรื่องย่อ ช่วงเวลากลางวัน กับ ชายหนุ่มผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยรัก

Director's statement : นำเสนอบาปของการ ยึดมั่นถือมั่น กับ ความสุขของอดีตที่หมดอายุ

 

หลุมอากาศ : Turbulence ( 6 นาที )

โดย วิชาติ สมแก้ว

Director's statement : ผม พยายามบันทึกช่วงเวลานั้น ในช่วงเวลานี้ อาจจะเรียกไม่ได้ว่าการ สารภาพ หรือ การชำระเลยซ่ะทีเดียว ในการสร้างงานชิ้นนี้ผมทำได้เพียงแค่การ รื้อจำอย่างรู้สึก กับช่วงเวลาที่สวยงาม  แต่เมื่อคุณอ่าน ถ้อยแถลงจากผู้ สร้าง นี้จบลง ช่วงเวลานี้กลายกลับเป็นช่วงเวลานั้นไปแล้ว

.

 

M&N ( 9 นาที ) 

โดย นฆ ปักษนาวิน
เรื่องย่อ บาปแห่งการถูกจองจำที่ปัตตานี

Director’s  statement : ผมมองพวกเขาต่างๆ ด้วยความรู้สึกคล้ายสำเร็จความใคร่

 

Pure ( 6 นาที )

โดย ชัยศิริ จิวะรังสรรค์
Artist's statement: หลายๆ ครั้งเวลาได้ชื่นชมงานศิลปะ ผมมักชอบงานที่ให้ความรู้สึกเหมือนการนั่งมอง ตู้ปลา การได้ปล่อยให้สายตาและสมองเราได้ล่องลอยกับภาพตรงหน้าอาจช่วยชำระ ความหมายที่ตกค้างจากชีวิตที่ผ่านมา ความจงใจในการสร้างงานชิ้นนี้จึงไม่ใช่ การพยายามสำรอกความคิดใดๆใส่ผู้ชม แต่เป็นเพียงการชวนกันมาชำระบางสิ่งที่ หมักหมมร่วมกัน

ผม ไม่เคยทำบาปด้วยเพราะไม่เชื่อในการมีอยู่ของมัน ผมจึงไม่มีสิ่งใดที่จะกล่าว ด้วยตนเองผ่านงานชิ้นนี้ แต่หากการอยู่ร่วมกันของพวกเราจำเป็นต้องหาใครซัก คนที่ทำผิดบาปเพื่อให้บรรยากาศโดยรอบดำเนินต่อไปได้ สิ่งเดียวที่ผมพอจะหามา ให้ท่านเสพคงต้องมาจากปากของผู้อื่น

 

ดินแดนแห่งความรักชั่วนิรันดร์ : Belongingness  and  Love  Needs ( 2.40 นาที )

โดย อรรถวุฒิ บุญยวง
เรื่องย่อ :  รัก หรือจำเพาะใจบางประเภทเท่านั้นจึงจักเห็น

Director's statement : มันเป็นบาปที่ใครใคร่เคยเห็น  เคยเป็น  และเคยรู้สึก 

. 

เธอกล่าว,ที่เขากระซิบ : She talk , what the whispered ( 9.40 นาที )

โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

เรื่อง ย่อ : เด็กผู้หญิงอายุ 18 ถูกข่มขืนแล้วฆ่า อาจจะโดยฝีมือของคนทั้งหมู่ บ้าน นี่คือเสียงและภาพของเธอซึ่งจะล่องลอยหลอกหลอนเราไปอีก 18 ปี

Director's statement : บาปของผม คือการไม่รักสิ่งที่ควร จำเป็น ต้อง รัก ความรักโดยไม่สงสัยคือภัยร้าย

 

 

เพราะที่นั่นไม่มีใครรอฉันอยู่  ( 10 นาที )
โดย วิรัส ยั่งยืน
Director’s statement :บางช่วงเวลาเราได้แต่ฝันถึงอนาคต  บางช่วงเวลาเราโหยหาอดีต  ปัจจุบันจะฉิบหายกันหมดแล้ว

.

( 1 นาที )

โดย สันติภาพ อินกองงาม

เวบไซต์ CRITICINE ชวนบรรดานักวิจารณ์ นักวิชาการ บลอกเกอร์ทั่วSOUTH EAST ร่วมกันเขียนจดหมายรักถึงภาพยนต์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้กันครับ แรกเริ่มเดิมที่โครงการนี้(และเวบcriticine)ริเริ่มโดย Alexis Tioseco นักวิจารณ์ชาว ฟิลิปปินส์ พอ Alexis เสียไปทุกอย่างก็ชะงักงัน แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้criticine กลับมาเดินหน้าต่อแล้ว ด้วยความช่วยเหลือกันทั้งภูมิภาค 

 

 

อ่านจดหมายรักของคนอื่นๆได้ที่นี่ครับ รอบแรกนี้มีทั้งท่านเจ้าสำนักfilmvirus สนธยา ทรัพย์เย็น อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล อ. เบน แอนเดอร์สัน คุณ ก้อง ฤทธิ์ดี     รายา มาร์ตินผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ อาร์มีร์ มูฮัมหมัด ผู้กำกับชาวมาเลเซียเป็นต้น

 http://www.criticine.com/feature_article.php?id=44

และนี่คืจดหมายรักของผมที่เขียนถึง พี่เคี้ยง ไพสิษฐ์ พันธุ์พฤกษชาติ ผู้กำกับหนังไทยที่ผมชอบมากที่สุดครับ 

 

เริ่มจากฉากหนึ่ง

ผู้กับคนหนึ่งซึ่งกลายเป็นบ้าไป ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในโบกี้รถไฟเก่าผุ เพื่อหลบหนีจากการตามล่าของ ‘พวกมัน' ซึ่งมีกระทั่งดาวเทียมส่องเจาะทะลุเหล็ก เขาให้สัมภาษณ์กับมนุษย์ต่างดาวเช่นนั้น ทั้งคู่เดินออกจากโบกี้รถไฟกลางแดดบ่ายแรงร้อน   พลันเขาโผเข้าหากองเส้นพลาสติกหลากสีสำหรับรัดของที่กองระเกะระกะอยู่ในโบกี้หนึ่ง ร้องตะโกนว่า เฮ้ย! นี่มันฟิล์มหนังนี่หว่า!!

เริ่มต้นด้วยฉากนี้เราอาจใช้มันในการบอกเล่า อธิบาย หรือกระทั่งให้คำจำกัดความภาพยนตร์  หรือกระทั่งวิธีการรับรู้ภาพยนตร์ของไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ

 

จากฉากเล็กๆในหนัง ‘สัตว์วิบากหนักโลก' ( TOUGH CREATURES WKO BURDENS THE EARTI)  งานวีดีโอยาวหนึ่งชั่วโมงที่เล่าเรื่องราวประหลาดล้ำไม่ปะติดปะต่อของผู้กำกับหนังที่ค่อยๆกลายเป็นบ้า ซ้ำถูกไล่ฆ่าจากสาวทอมที่อาจจะเป็นแฟนใหม่ของแฟนเก่าของเขา  หนังประกอบขึ้นจากภาพถ่ายทัศนียภาพของสถานที่ซึ่งถูกทิ้งร้าง ส่วนของหนังเล่าเรื่องคนแสดงทั่วไป  ภาพบังเอิญถ่ายได้ หรือกระทั่งภาพสามัญที่ปลดปล่อยให้เราจินตนาการเลื่อนไหลไปเป็นอื่น การปะทะสังสรรค์ของเสียงและภาพ ซึ่งไม่ได้ต่อกันเนียนสนิท หากความปุปะของมันกลับสร้างรอยตะเข็บอันมีลวดลายงดงาม และแตกกอต่อยอดไปจากจุดเริ่มต้นมมากมายนัก

 

ไพสิฐเรียกตัวเองว่าเป็นคนทำวีดีโอ เพราะเขาไม่เคยทำหนังโดยใช้ฟิล์ม  ตำแหน่งเลี้ยงชีพของเขาคือการเป็นช่างเสียงในกองถ่าย หาเขายังคงถ่ายหนังของเขาอยู่เสมอ เขาเคยติดตามถ่ายทำชีวิตของเพื่อนเขาแล้วประกอบขึ้นเป็นหนังอย่าง  ‘จอมโหดมนุษย์ซอิ้ว' (THE CRUELTY OF SIY SAUCE MAN)  ถ่ายภาพเขียงหมูให้เป็นฐานทัพลับใน ‘อัติภาวะนิยมสุขสรรค์ ‘ ( HAPPY EXISTENTIALISM) กระทั่งหยิบเอาเรื่องราวจากวรรณกรรมโบราณมาเล่าเคียงกับภาพของสถานที่เดิมในอีกสองร้อยปีต่อมา ใน ‘มนัส จรรยงค์ คืนวันหนึ่งบนถนนตะแลงแกง' (MANUS JUNYONG'S ONE NIGHT AT THE  TALAENGGAENG ROAD ) ภาพเคลื่อนไหวของไพสิฐ ให้รสชาติประหลาดล้ำทราวกับว่านี่คือจักรวาลเฉพาะที่มีตรรกะและหลักคิดเหตุผลเฉพาะตัว มันก็เหมือนกับสายรัดพลาสติกที่กลายเป็นฟิล์ม จิตไร้สำนึกของการเละเล่นแต่งเรื่องจากภาพแบบเด็กๆ กับสุนทรียภาพเชิงศิลปะอันพิเศษเฉพาะตัว  ซึ่งเราไม่ได้ค้นพบไดง่ายๆนัก

 

แม้ชื่อขอไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติอาจไม่ใช่ชื่อคนทำหนังที่โด่งดังในรับดับสากล(หระทั่งในประเทศไทย เขาก็ยังนับเป็นคนทำหนังลับแล)  แต่หากจะต้องให้พูดถึงใครสักคนที่เป็นตัวแทนของภาพยนตร์อันพิเศษพิสุทธิ์ สายรัดพลาสติกของไพสิฐ คงเป็นสิ่งแรกที่ผมนึกถึง

 

 ส่วนนี่คือฉบับแปลอังกฤษ ฝีมือถอดความโดยคุณ อาดาดล อิงคะวณิชครับ 

 

 

 Begin. Scene One:

A director who's lost his mind now lives in an old, abandoned train. He's hiding from ‘them', his persecutors, who possess an extra powerful satellite capable of seeing through dense iron. At least that's what he tells the alien who interviews him. Both of them are making their way out of the train carriages in the blinding heat of day. Suddenly he flings himself at the pile of colourful plastic strings used for fastening things, which have been left in a messy heap in one of the carriages. "Ha! These are film," he cries.

We might begin here, with this scene, to talk about how Paisit Punpreuksachat narrates, explains, defines the property of film, and reveals to us the essence of filmic perception.

It's a small scene from his one-hour video, Tough Creatures Who Burden the Earth. An hour of strange, disjointed narration, which shows us a director who slowly goes insane while running for dear life from the woman who wants to kill him - a lesbian who may be the new girlfriend of his old girlfriend. The whole video is constructed from shots of abandoned places, fragments of run-of-the-mill narrative films, footage spontaneously recorded, and other images of immediate reality which let our imagination roam free, morphing from one thing into another. Sound and image don't always go together in this video, they fray at the seams revealing the beautiful pattern of the stitches themselves - a multiplicity of possible paths leading from the same starting point.

Paisit calls himself a videographer because he's never used film for his work. His day job is as a soundman for other filmmakers, but he has been consistently making his own work for many years. He once recorded footage of the daily routines of a friend and turned that into The Cruelty of Soy Sauce Man. In Happy Existentialism he shoots a chopping board so that it becomes a secret military base. His idea of adapting an old short story is to layer a voice reading the story over images of the same places the voice is referring to, shot 200 years after the time of the story's action (Manus Chanyong: One Night at the Talaenggaeng Road). Paisit's moving images are always strangely affecting - like entering a universe with its own logic and reasoning, like the plastic string that's become film. It's not often you come across someone who combines the ability to draw from his rampant unconscious childlike stories in images, and to convey them through a fully formed aesthetics - an artistic vision unto himself.

The name Paisit Punpreuksachat is not internationally known (and even in Thailand he's a filmmaker who exists under the radar). But if I had to choose to write about someone who represents the very definition of pure cinema, Paisit's plastic string is the first thing that comes to mind.

 

หมายเหตุ ท่าที่อยากชมหนังของพี่เคี้ยง โปรดติดตามโปรแกรมพิเศษ 'ขี้เกลือบนกองวีดีโอ' เร็วๆนี้ครับ !

คราวที่แล้วรีบลงโปรแกรม ขาจร อาจไปไม่ถูก ขออนุญาติลงเต็มๆอีกครั้ง

 ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ขอเชิญชม และรับฟังเสวนา

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 31 มกราคม 2553 ถึง21 กุมภาพันธ์ 2553 ตั้งแต่เวลา 12.30 น. เป็นต้นไป
ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530
ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)

This program dedicated to Alexis Tioseco and Nika Bohnic 

 ระหว่างเรื่องย่อยังไม่มา ดูคลิปประกอบไปพลางๆครับ 

..........................

ที่ 31มกราคม 2553

12.30 น.  Manila in the Claws of Neon  (1975) กำกับโดย Lino Brocka

14. 45 น. You Have Been Weighed andFound Wanting (1974) กำกับโดย Lino Brocka

 

วันอาทิตย์ ทึ่ 7 กุมภาพันธ์ 2553

12.30 น.  Manila by Night   (1980) กำกับโดย Ismael Bernal

15.15 น.  Himala  (1982) กำกับโดย Ismael Bernal

 

 

 

 


วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553

12.30 น.  Perfumed Nightmare (1977) กำกับโดย Kidlat Tahimik

14.30 น.  The Video Diaries of Kidlat Tahimik  (19XX) กำกับโดย Kidlat Tahimik




 

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553

12.30 น.  The Criminal of Barrio Concepcion (1998) กำกับโดย Lav Diaz

14.30 น.  Hesus the Revolutionary (2002) กำกับโดย Lav Diaz